วาทะธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
อ.พร้าว จ. เชียงใหม่ วัดดอยแม่ปั๋ง
“ ปูชา จ ปูชนียานํ ”
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
เป็นมงคลอันสูงสุด
“ อะเสวะนา จะพาลานัง บัณฑิตานัญ จะ เสวะนา ”
การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต
เป็นมงคลอันสูงสุด
“ อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ”
ปัจจุบันเป็นธรรมโม
“ ธรรมทั้งหลาย ที่ดีก็ดี ที่ชั่วก็ดี
มันไหลมาแต่เหตุ ครั้นรู้เท่าแล้ว
มันก็ดับ อวิชชาก็ดับ
“ หลงก็พอแล้ว โลภก็พอแล้ว โกรธก็พอแล้ว อันนี้เป็นรากเป็นเหง้าของกิเลสตัณหาทั้งหลาย ”
“ เจตนาเป็นตัวกรรม ให้ตั้งอยู่ในเจตนาที่จะรักษากายให้จริงกาย
จริงวาจา จริงใจนี่ ไม่ให้มันฟุ้งซ่านรำคาญไป ”
“ ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เป็นสรณะ ขออานุภาพปกเกล้า ปกกระหม่อม ให้ปราศจากภัยอันตรายทั้งหลายให้ไปเป็นสุข ถึงรถจะไปคว่ำหรือชนกัน
ก็บ่เป็นหยังดอก ”
“ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็น
ของจริง ในเมื่อเรายังมีภพมีชาติอยู่
เวลาหยุดพักผ่อนก็ให้ทำความสงบทันที ปฏิบัติที่ใจนี้ ”
“ อาศัยกำลังทั้งห้า คือ กำลังศรัทธา
กำลังความเพียร กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา ให้รู้แจ้งชัชชวาล
เพื่อดับขันธปรินิพพาน ”
“ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
รู้ที่ใจนี้แหละใจจึงเป็นเหตุ
ก็เอาใจนี่แหละละ ก็เอาใจนี่แหละถอน
เอาใจนี่แหละวาง...มันจึงจะใช้ได้ ”
“ รักษาตา รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษาหู รักษากายใจให้ตลอด เวลาพูดอยู่ก็น้อมเข้ามาหาใจ มากำหนดให้รู้ใจของตน ”
“ ความเพียร กับ ความมีสติ
คืออันเดียวกัน มีสติแล้ว
ใจก็ผ่องใสเบิกบาน ”
“ เอาใจนี้เป็นผู้รู้ ใจนี้แหละเป็นผู้หลง
ใจนี้แหละเป็นผู้ละ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ
ให้เรียบร้อย กายนี่ก็ออกจาก
ใจนี่แหละให้พิจารณากายนี่เขาก็ไม่เที่ยง
ใจนี่เขาก็ไม่เที่ยง ”
“ ความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็มีอยู่ ไม่มีใครพ้นตาย เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน ตายก็ตายเต็มแผ่นดินอยู่ ”
“ ต้องเอาสมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่
เป็นที่ตั้ง เป็นฐานของศีล ของทาน
ของภาวนาเอาสมบัตินี้เป็นที่ตั้งของปัญญา เพื่อทำลายอกุศลธรรม ”
“ เวลาจะทำจิตทำใจของเรา
ต้องวางหมด อย่าให้มีสิ่งใด
ไม่ดีมีอยู่ในใจ จะเดือดร้อน ”
“ มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ
เป็นอารมณ์ของใจ อย่าให้เป็น
ธรรมเมา เมาคิด เมาอ่าน
เมาอดีต เมาอนาคต ใช้การไม่ได้ ”
“ คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม
หลงก็ตาม โกรธก็ตาม
คิดขึ้นแล้วมีสติ มันก็ดับไปทันที ”
“ ใจเป็นต้นเหตุของกุศล และอกุศล
คิดดีก็ใจ คิดร้ายก็ใจ
ถ้ากำหนดรู้ใจหมดแล้วก็แจ่มแจ้ง ”
“ อดทนด้วยกาย อดทนด้วยวาจา
อดทนด้วยใจ ความพอใจก็เป็นกิเลส ความไม่พอใจก็เป็นกิเลส ”
“ อดทนทั้งกาย อดทนทั้งวาจา
อดทนทั้งใจ ละบาปทางกาย
ละบาปทางวาจา ละบาปทางใจ
ให้หมด ก็จะเป็นสุข ”
“ วัน คืน เดือน ปี สิ้นไปหมดไป
อายุของเราก็สิ้นไป หมดไป
หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน
รักษาศีล ภาวนา ”
“ การบำเพ็ญต้องปฏิบัติเรื่อย ๆ เวลามีโอกาสก็ต้องทำ ”
“ ต้องทำให้มาก ให้มีสติ เข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปฏิบัติให้รู้จักที่เกิดของธรรม รู้จักที่ดับของธรรม ถ้าพูดมาก ฟังมาก ทำน้อย ก็ไม่ได้ผล ”
ความเพียรกับความมีสติ คือ อันเดียวกันมีสติแล้วใจก็ผ่องใส เบิกบานไม่หลงไม่ลืมคิดอย่างไรขึ้นมันก็จะดับลงไปพร้อมกับความคิดขึ้นนึกขึ้นตัวสติจึงสำคัญยิ่งนัก
..รักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ อย่าลืมตัวเอาใจนี้แหละเป็นผู้รู้ ให้พิจารณา กาย ใจนี้ให้รู้แจ้ง ใจเป็นตัวเหตุ เอาใจนี่แหละเป็นผู้เห็น เอาใจนี่แหละเป็นผู้ละเป็นผู้วาง เอาใจนี่แหละเป็นผู้ถอน ถอนทุกสิ่งทุกอย่าง ถอนกิเลส ถอนอยู่ที่ใจนี้แหละ ละอยู่ที่ใจนี้แหละ จงละ และวางให้เป็นพุทโธ ละวางหมดก็เป็นสุข ปล่อยวางก็สบาย..
“ นักปฏิบัติต้องพิจารณาตรงที่ ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจให้เห็น ให้เกิดความเบื่อหน่าย ผู้ปฏิบัติต้องน้อมเข้าหาสมมติ ให้เกิดเป็นวิมุติ ”
“ เอาความอดกลั้นเป็นบารมีธรรม อาศัยความเพียร ละกายทุจริต ละวจีทุจริต ละมโนทุจริต เอาอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเครื่องกั้นโดยตั้งความสัตย์เข้าให้จริงกาย จริงวาจา จริงใจ อดทนทั้งกาย อดทนทั้งวาจา อดทนทั้งใจ ละบาปทางกาย ละบาปทางวาจา ละบาปทางใจให้หมดก็จะเป็นสุข ”
“ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เปรียบเหมือนแม่น้ำ ธารน้ำน้อยใหญ่ไม่มีประมาณ ไหลลงสู่ทะเลไม่มีที่เต็มฉันใด กามตัณหาที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือนร้อนไม่มีที่สิ้นสุด ”
“ ปล่อยให้ผ่านไปผ่านมา ดีก็ไม่ว่า ไม่ดีก็ไม่ว่า เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้านเต็มเมืองเราก็วางเสียละเสีย
ละอยู่ที่กาย ที่ใจตนนี่แหละ อย่าไปละที่อื่น
การหอบอดีตและอนาคตมาสุมไว้ในใจ ก็เป็นทุกข์ ”
“ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย... วัน คืน เดือน ปี สิ้นปี หมดไป หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา
ใช้นะกับโมของเราเรื่อย ๆ ไป ”
“ การบำเพ็ญต้องปฏิบัติเรื่อย เวลามีโอกาสก็ต้องทำ ตั้งสัจจะจริงกาย จริงวาจา จริงใจ ขันติ บารมี อดทั้งกาย อดทั้งวาจา อดทั้งใจ ตีติกขะ อดกลั้นทนทานเป็นบารมีอย่างเอก ”
“ ถ้ามีสติแล้วคิดขึ้น ร้ายก็ดี คิดดีก็ดี รู้พร้อมกันนั่นแหละ สติรู้พร้อมกันดับลงทันทีนั่นแหละ ตัวสตินี่สำคัญ ถ้ามีสติก็มีปัญญาพร้อมคิดขึ้น รู้พร้อม คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม หลงก็ตาม โกรธก็ตาม คิดขึ้นแล้วมีสติ
มันก็ดับไปทันที ไม่ต้องไปคุมมัน มีสติแล้วจะมีปัญญา ”
“ความโกรธ ความหลง อกุศลธรรมเมาทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้น เรานั่นแหละเดือดร้อน เพราะฉะนั้นละให้หมด
ทำใจของตนให้ผ่องใส เอาใจละ เอาใจวาง เอาใจถอน
ละออก วางออก ถอนออก จากจิตจากใจของเรานี้ใจของเราแต่งเอาได้ แต่งให้เป็นบุญก็แต่งได้ แต่งให้เป็นศีลก็แต่งได้ให้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์จนตลอดชีวิต”
“ ให้ละเสียให้หมด วางเสียให้หมด
ให้ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในการบำเพ็ญกุศล ละบาปทางกาย ทางวาจา
ทางใจ บาปอันใด ยังอยู่ให้ละเสียให้หมด ”
“ ถ้ากลัวตาย มีใครพ้นตายไหม ทุกคนทุกสิ่งสรุปลง
สู่ความตายทั้งหมด ”
“ ต้องตัดอดีต อนาคตให้เหลือปัจจุบัน
ร้ายก็ตาม ดีก็ตาม ส่วนมากมีกามตัณหาเป็นตัวนำ ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี
ทั้งสามนี้เป็นตัวทำให้สัตว์โลกหมุนตัวเป็นเกลียวทั้งความพอใจ ทั้งความไม่พอใจ ”
“ ตัวขี้เกียจขี้คร้านนี้แหละ
เป็นตัวทำให้เสีย เป็นตัวกิเลส ”
“ ละอยู่ที่ใจ วางอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่อื่น
เอาใจนี้ละ เอาใจนี้วางจึงใช้ได้ ไม่ใช่ไป
จำเอาคำพูดในคัมภีร์มาพูด ใช้ไม่ได้
มันต้องน้อมเข้ามาหากายหาใจของเรานี้ ”
“ ชังก็เพราะกาม เกิดก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม สุขก็เพราะกาม ”
“ ก้อนนะ ก้อนโม ของเจ้าพ่อเจ้าแม่นี้แล่ว เป็นสมบัติ เป็นที่ตั้งของศีลเป็นที่ตั้งของธรรม เป็นที่ตั้งของบุญ ”
“ ถ้าจิตยิ่งเกิดเกียจคร้านเท่าไร
เราก็ต้องเพิ่มความพยายามตักเตือน
โดยอุบายให้มากขึ้นให้เท่าเทียมกัน
จนเกิดความขยันขันแข็ง เบิกบาน ผ่องใส ”
“ พระธรรมทั้งสิ้นบัญญัติลงในกายในใจ
ใจเป็นสิ่งสำคัญ ใจเป็นต้นเหตุของกุศล
และอกุศล คิดดีก็ใจ คิดร้ายก็ใจ
ถ้ากำหนดรู้ใจหมดแล้วมันก็แจ่มแจ้ง ”
“รักษาตา รักษาหู รักษาดัง
รักษาปาก รักษากาย รักษาใจ
มันก็ใช้ได้หละ จะไปรักษาแต่แผนที่
มันใช้ไม่ได้หละ ”
“ พิจารณา เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ให้มันเบื่อหน่าย มันจึงวางได้
ถ้าไม่พิจารณาของเหล่านี้ ให้เห็นแจ้ง มันก็ยังใช้ไม่ได้ ”
“ เกิดก็เพราะตัณหา ตายก็เพราะตัณหา ทุกข์ก็เพราะตัณหา สุขก็เพราะตัณหาความพอใจก็เพราะตัณหา ความไม่พอใจก็เพราะตัณหาอะไร ๆ ก็เพราะตัณหา ”
“ จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน
ละในปัจจุบัน ละอยู่ที่ใจนี่หละ
วางอยู่ที่ใจนี้แหละทำความพออยู่ที่ใจ ”
“ กิเลสอนุสัยนี้สำคัญ ที่เราเฉยมันก็เฉยเหมือนกัน ถ้าเราเอาเข้ามันให้รู้แจ้งเร็ว ๆ มันก็ตั้งท่าใส่เราเหมือนกันนั่นแหละ”
“ ไม่ใช่จำปริยัติได้มาก พูดได้คล่อง เวลาเอาจริง ๆ ไม่รู้จะจับอันไหนเป็นหลักปัจจุบัน ธรรมต้องรู้แจ้งเห็นแจ้งในกายของใจตนละวาง ถอดถอน ในปัจจุบัน มันจึงใช้ได้ ”
“ รักษาศีล 5 ประจำ คือ ขาสอง
แขนสอง หัวหนึ่ง น้อมเข้ามาหา
ตัวเรานี้แหละ อันนี้แหละ
คือตัวของศีลแท้ เป็นโลกุตตรศีล ”
“ มองดูท้องฟ้าเห็นดวงดาวเต็ม
ไปหมด การเกิดการตายไม่รู้ว่า
อีกเท่าไร เกิดแล้วตายเกิดแล้วตาย ”
“ นักปฏิบัติต้องพิจารณาอยู่นี้แหละ
ชี้เข้าไปที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจ
ให้เห็นให้เกิดความเบื่อหน่าย ”
“ ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา
ไม่มีความเพียร จะเอาแต่ความสำเร็จ เหลวไหลไปเหีย ”
“ เวลาเกิดความโกรธขึ้นอย่าพูด
ให้นิ่งอยู่เสียก่อน คอยให้มันได้สติก่อน
พอได้สติแล้ว มันก็ถอนออก มันจึงใช้ได้ ”
“ ให้รักษาพระไตรสรณคมน์ให้แน่นหนารักษาไตรสรณคมน์ให้ตลอดชีวิต
รักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์...อย่าลืมตัว ”
“ การหอบอดีตและอนาคต
มาสุมไว้ในใจก็เป็นทุกข์
ตัดออกให้หมด ”
“ พระอรหันต์มีอยู่ในโลกอรัญวาสีตลอดเวลา ”
...ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ เราต้องทำเหตุดี ไปสวรรค์ไปนิพพานก็ได้ทำเหตุไม่ดี ก็เป็นทุกข์ ไปนรกอเวจี...
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน วาทะธรรม ชุด A05 การพัฒนาบุคลิกภาพ ความรักที่บริสุทธ์
วาทะธรรม ชุด A05 การพัฒนาบุคลิกภาพ ความรักที่บริสุทธ์
ของ ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
1. “อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัว และสามารถให้ความรักแก่ผู้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชีวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
2. “บุคคลที่รักผู้อื่น หรือเป็นที่รักของผู้อื่น ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสุข”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
3. “จงอย่าปิดกั้นตนเอง ขอให้รักผู้อื่นก่อน แล้วผู้อื่นจึงจะรักเรา”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
4. “คนเราต้องรักศักดิ์ศรีของตนก่อน จึงจะรักผู้อื่นได้ทั่วหล้า”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
5. “ยอมให้ผู้อื่นหนึ่งก้าว รักผู้อื่นมากขึ้นอีกนิด ทำได้ดังนี้ ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดไป”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
6. “หากเราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักและเมตตา ความอับโชคและภยันตราย จะไม่กล้ำกรายมาใกล้
ดังนั้น เราต้องเป็นผู้ที่ยอมเสียเปรียบในสิ่งเล็กๆน้อยๆ และทำตัวเป็นผู้ประเสริฐที่ฉลาด สามารถที่จะแสร้ง
ทำตัวเป็นดั่งผู้โง่เขลา”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
7. “ จงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความนุ่มนวล แล้วค่อยเปลี่ยนความนุ่มนวลให้เป็นความรัก เมื่อทำได้ดังนี้ โลกนี้ก็จะน่าอภิรมย์ยิ่ง”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
8. “การทำบุญมิใช่เป็นสิทธิ์เฉพาะของผู้มั่งมี ผู้มีจิตศรัทธาและความใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักก็มีสิทธิ์ทำบุญได้เช่นกัน”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
9. “ความรู้สึกเศร้าที่สุดในชีวิตของคนเราคือ “เห็นคนอื่นมีครอบครัวแต่ตัวเราไม่มี” ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ขอให้เราถือว่ามวลสรรพสัตว์ที่มีอายุมากเป็นดั่งบิดามารดาของตนเอง จงรักผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเหมือนพี่ เหมือนน้อง และดูแลช่วยเหลือผู้อ่อนเยาว์กว่าดังเช่นลูกหลานของเรา” นี่คือสัจจธรรมที่สูงที่สุด และงดงามที่สุดของมวลมนุษยชาติ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
10. “จงอย่านำความทุกข์ไปปะปนกับความรัก เพราะความทุกข์จะทำให้ความรักไม่บริสุทธิ์”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
11. “การปลูกฝังความรักที่บริสุทธ์ โดยไม่คำนึงถึงการ “ได้หรือเสีย” จึงจะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน ดังนี้แล้ว จะไม่ทำให้เราเกิดทุกข์”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
12. “ความรักที่หวังผลตอบแทน เป็นความรักที่ไม่จีรังยั่งยืน ความรักที่เป็นนิรันดร์นั้น คือความรักที่ไม่มีรูปลักษณ์ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ และไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆเลย”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
13. “พ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไป จะเป็นการสร้างความทุกข์แก่ลูก จงไว้ใจพวกเขา แล้วพวกเขาจะมีความสบายใจ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
14. “ชาที่มีรสหอม และรสดี เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากชานั้น ชงเข้มข้นเกินไป จะมีรสขมจนดื่มไม่ได้ ความรักในโลกนี้ก็เป็นเช่นนี้แล”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
15. “เรามักจะรู้สึกว่าในหัวใจของเราขาดความรัก จึงไม่รู้สึกพอในความรัก เปรียบดั่งภูตผีที่หิวโหย หากเราลุ่มหลงอยู่ในความรัก จะทำให้เราไม่รู้จักพอ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
16. “เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ของความรักที่มีสติ เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ที่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
17. “พระพุทธองค์ทรงกระตุ้นให้เรามีความรักที่ยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง และสามารถแผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วจักรวาล ทรงสอนให้เราหลุดพ้นจากการรักตนเอง เพื่อให้จักรวาลอบอวลไปด้วยความรัก จงอย่าให้ความรักนี้ เหมือนดั่งดินโคลนที่มีสิ่งอื่นปะปน และเหนียวเหนอะหนะ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
18. “สุภาพสตรีที่มีธรรมะประจำใจ ควรปลูกฝังจิตใจ และจริยวัตรให้เป็นดั่งเช่น แสงจันทร์ที่ผ่องใสนุ่มนวล ควรจะเปิดใจให้กว้างและทอแสงแห่งปัญญา ควรจะทำให้ทุกคนในครอบครัวและทุกคนที่คบค้าสมาคมด้วยรู้สึกดั่งได้อาบแสง
จันทร์ที่เยือกเย็น นุ่มนวลและสดชื่น จึงจะได้ชื่อว่า “เรารักทุกคน ทุกคนก็รักเรา” จะได้รู้ซึ้งถึงแก่นสารอันแท้จริงของความรัก และจะได้พัฒนาบุคคลิกภาพให้งดงามยิ่งขึ้น”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
ของ ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
1. “อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต คำตอบก็คือความรัก ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตัว และสามารถให้ความรักแก่ผู้อื่น จะเป็นผู้ที่มีความสุขอยู่เสมอ ชีวิตจะมีคุณค่าอย่างยิ่ง”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
2. “บุคคลที่รักผู้อื่น หรือเป็นที่รักของผู้อื่น ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสุข”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
3. “จงอย่าปิดกั้นตนเอง ขอให้รักผู้อื่นก่อน แล้วผู้อื่นจึงจะรักเรา”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
4. “คนเราต้องรักศักดิ์ศรีของตนก่อน จึงจะรักผู้อื่นได้ทั่วหล้า”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
5. “ยอมให้ผู้อื่นหนึ่งก้าว รักผู้อื่นมากขึ้นอีกนิด ทำได้ดังนี้ ชีวิตเราจะมีความสุขตลอดไป”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
6. “หากเราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรักและเมตตา ความอับโชคและภยันตราย จะไม่กล้ำกรายมาใกล้
ดังนั้น เราต้องเป็นผู้ที่ยอมเสียเปรียบในสิ่งเล็กๆน้อยๆ และทำตัวเป็นผู้ประเสริฐที่ฉลาด สามารถที่จะแสร้ง
ทำตัวเป็นดั่งผู้โง่เขลา”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
7. “ จงเปลี่ยนความโกรธให้เป็นความนุ่มนวล แล้วค่อยเปลี่ยนความนุ่มนวลให้เป็นความรัก เมื่อทำได้ดังนี้ โลกนี้ก็จะน่าอภิรมย์ยิ่ง”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
8. “การทำบุญมิใช่เป็นสิทธิ์เฉพาะของผู้มั่งมี ผู้มีจิตศรัทธาและความใจที่เปี่ยมไปด้วยความรักก็มีสิทธิ์ทำบุญได้เช่นกัน”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
9. “ความรู้สึกเศร้าที่สุดในชีวิตของคนเราคือ “เห็นคนอื่นมีครอบครัวแต่ตัวเราไม่มี” ดังนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะได้ยินคำพูดที่ว่า “ขอให้เราถือว่ามวลสรรพสัตว์ที่มีอายุมากเป็นดั่งบิดามารดาของตนเอง จงรักผู้ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเหมือนพี่ เหมือนน้อง และดูแลช่วยเหลือผู้อ่อนเยาว์กว่าดังเช่นลูกหลานของเรา” นี่คือสัจจธรรมที่สูงที่สุด และงดงามที่สุดของมวลมนุษยชาติ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
10. “จงอย่านำความทุกข์ไปปะปนกับความรัก เพราะความทุกข์จะทำให้ความรักไม่บริสุทธิ์”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
11. “การปลูกฝังความรักที่บริสุทธ์ โดยไม่คำนึงถึงการ “ได้หรือเสีย” จึงจะถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังผลตอบแทน ดังนี้แล้ว จะไม่ทำให้เราเกิดทุกข์”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
12. “ความรักที่หวังผลตอบแทน เป็นความรักที่ไม่จีรังยั่งยืน ความรักที่เป็นนิรันดร์นั้น คือความรักที่ไม่มีรูปลักษณ์ เป็นความรักที่บริสุทธิ์ และไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆเลย”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
13. “พ่อแม่ที่รักลูกมากเกินไป จะเป็นการสร้างความทุกข์แก่ลูก จงไว้ใจพวกเขา แล้วพวกเขาจะมีความสบายใจ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
14. “ชาที่มีรสหอม และรสดี เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากชานั้น ชงเข้มข้นเกินไป จะมีรสขมจนดื่มไม่ได้ ความรักในโลกนี้ก็เป็นเช่นนี้แล”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
15. “เรามักจะรู้สึกว่าในหัวใจของเราขาดความรัก จึงไม่รู้สึกพอในความรัก เปรียบดั่งภูตผีที่หิวโหย หากเราลุ่มหลงอยู่ในความรัก จะทำให้เราไม่รู้จักพอ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
16. “เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ของความรักที่มีสติ เมื่อเราพูดถึงความรัก เราจะพูดในแง่ที่เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ และหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
17. “พระพุทธองค์ทรงกระตุ้นให้เรามีความรักที่ยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง และสามารถแผ่กระจายครอบคลุมไปทั่วจักรวาล ทรงสอนให้เราหลุดพ้นจากการรักตนเอง เพื่อให้จักรวาลอบอวลไปด้วยความรัก จงอย่าให้ความรักนี้ เหมือนดั่งดินโคลนที่มีสิ่งอื่นปะปน และเหนียวเหนอะหนะ”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
18. “สุภาพสตรีที่มีธรรมะประจำใจ ควรปลูกฝังจิตใจ และจริยวัตรให้เป็นดั่งเช่น แสงจันทร์ที่ผ่องใสนุ่มนวล ควรจะเปิดใจให้กว้างและทอแสงแห่งปัญญา ควรจะทำให้ทุกคนในครอบครัวและทุกคนที่คบค้าสมาคมด้วยรู้สึกดั่งได้อาบแสง
จันทร์ที่เยือกเย็น นุ่มนวลและสดชื่น จึงจะได้ชื่อว่า “เรารักทุกคน ทุกคนก็รักเรา” จะได้รู้ซึ้งถึงแก่นสารอันแท้จริงของความรัก และจะได้พัฒนาบุคคลิกภาพให้งดงามยิ่งขึ้น”
ท่าน ธรรมมาจารย์ เจิ้นเหยียน
วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วาทะธรรม หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
วาทะธรรม หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
"เลี้ยงลูกเอาบุญ อย่าเลี้ยงลูกเอาคุณ จะเสียใจภายหลัง"
"อย่าให้ลูกอยู่ว่าง อย่าให้ห่างผู้ใหญ่ นกอยู่ในกรงให้รีบสอน ออกไปแล้วจะตามไปสอนได้อย่างไร"
"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี(เป็นแบบอย่าง) รักต้องมีค่า รักมาต้องคิด รักมิตรต้องเตือนกัน"
"ถ้าท่านเป็นสามีภรรยา ทะเลาะกัน ลูกจะหาความสุขไม่ได้
พ่อแม่รักกันดี ปรึกษาหารือกันดี ลูกจะดีใจมาก มีความสุข"
"กันอยู่ที่แม่ แก้อยู่ที่พ่อ ก่ออยู่ที่ลูก ปลูกอยู่ที่ครู"
"อย่าสอนลูก ขณะที่ลูกกำลังทานข้าว
อย่าสอนลูก ขณะที่ลูกกำลังอ่านหนังสือ ทำการบ้าน
อย่าสอนลูก ขณะที่ลูกกำลังนอน
จงสอนลูก หลังจาก ลูกสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว"
"แม่นั้นสำคัญมาก แม่จะต้องรักษาลูกไว้ แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบ แม่แผน แม่แปลน แม่บันได แม่บ้าน แม่เรือน แม่แผนผัง
แม่กุญแจ อยู่ตรงนี้ลูกจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแม่เป็นหลักให้ลูก ไม่ใช่พ่อ ถึงพ่อแสนดี แม่ฉุยแฉกแตกราน สุรุ่ยสุร่าย
ไม่เอาไหน ไม่รู้จักเก็บงำ ทำให้ดี ไม่เป็นแบบที่ดีของลูก รับรองบ้านนั้นเจ๊งแน่ๆ"
รักลูกให้เหมือนต้นโพธิ์ เมื่อใหญ่เมื่อโตจะได้อาศัย
ถึงคราวเจ็บจะได้ฝากไข้ ถึงคราวตายจะไดฝากผี เวลาดีเอาไว้ใช้สอย
รักลูกเหมือนปลูกต้นตาล โตไปจะได้มีหลักฐาน
รักลูกให้ถูกวิธี ทำดีให้ลูกดู ทำความดีไว้ให้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลาน
ถ้าเป็นเด็ก ขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้โขมย ต้องตี
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ขี้เหล้า เล่นการพนัน ต้องห่างไกล
บรรพบุรุษ คือพ่อแม่ เป็นอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไปตามอรหันต์ที่ไหนหรอก
เหลียวดูพ่อแม่ในบ้านบ้าง แล้วท่านจะรู้สึกว่า ได้ทำดีตั้งแต่วันนี้แล้ว
วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี
"เลี้ยงลูกเอาบุญ อย่าเลี้ยงลูกเอาคุณ จะเสียใจภายหลัง"
"อย่าให้ลูกอยู่ว่าง อย่าให้ห่างผู้ใหญ่ นกอยู่ในกรงให้รีบสอน ออกไปแล้วจะตามไปสอนได้อย่างไร"
"รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี(เป็นแบบอย่าง) รักต้องมีค่า รักมาต้องคิด รักมิตรต้องเตือนกัน"
"ถ้าท่านเป็นสามีภรรยา ทะเลาะกัน ลูกจะหาความสุขไม่ได้
พ่อแม่รักกันดี ปรึกษาหารือกันดี ลูกจะดีใจมาก มีความสุข"
"กันอยู่ที่แม่ แก้อยู่ที่พ่อ ก่ออยู่ที่ลูก ปลูกอยู่ที่ครู"
"อย่าสอนลูก ขณะที่ลูกกำลังทานข้าว
อย่าสอนลูก ขณะที่ลูกกำลังอ่านหนังสือ ทำการบ้าน
อย่าสอนลูก ขณะที่ลูกกำลังนอน
จงสอนลูก หลังจาก ลูกสวดมนต์ไหว้พระเสร็จแล้ว"
"แม่นั้นสำคัญมาก แม่จะต้องรักษาลูกไว้ แม่ที่ดีต้องเป็นแม่แบบ แม่แผน แม่แปลน แม่บันได แม่บ้าน แม่เรือน แม่แผนผัง
แม่กุญแจ อยู่ตรงนี้ลูกจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแม่เป็นหลักให้ลูก ไม่ใช่พ่อ ถึงพ่อแสนดี แม่ฉุยแฉกแตกราน สุรุ่ยสุร่าย
ไม่เอาไหน ไม่รู้จักเก็บงำ ทำให้ดี ไม่เป็นแบบที่ดีของลูก รับรองบ้านนั้นเจ๊งแน่ๆ"
รักลูกให้เหมือนต้นโพธิ์ เมื่อใหญ่เมื่อโตจะได้อาศัย
ถึงคราวเจ็บจะได้ฝากไข้ ถึงคราวตายจะไดฝากผี เวลาดีเอาไว้ใช้สอย
รักลูกเหมือนปลูกต้นตาล โตไปจะได้มีหลักฐาน
รักลูกให้ถูกวิธี ทำดีให้ลูกดู ทำความดีไว้ให้กับลูก ทำถูกไว้ให้กับหลาน
ถ้าเป็นเด็ก ขี้เกียจ ขี้โกหก ขี้โขมย ต้องตี
ถ้าเป็นผู้ใหญ่ ขี้เหล้า เล่นการพนัน ต้องห่างไกล
บรรพบุรุษ คือพ่อแม่ เป็นอรหันต์ของลูก ไม่ต้องไปตามอรหันต์ที่ไหนหรอก
เหลียวดูพ่อแม่ในบ้านบ้าง แล้วท่านจะรู้สึกว่า ได้ทำดีตั้งแต่วันนี้แล้ว
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
มรดกธรรม ของ ท่านอาจารย์พุทธทาส

มรดกธรรมของท่านพุทธทาส
มรดก ที่ ๑. ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้ ถ้าเขาต้องการโดยบริสุทธิ์ใจ คือ รับใช้ในการเผยแผ่พุทธศาสนา ด้วยการทำตัวอย่างในการปฏิบัติให้ดู มีความสุขให้ดู จนผู้อื่นพากันทำตามมรดกที่ ๒. ปณิธาน ๓ ประการ ควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคน ถือเป็นหลักในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลก คือ
๑. พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ
๒. พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม
๓. พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา
มรดก ที่ ๓. ปณิธานข้อแรก คือ การทำให้ทุกคน เข้าถึง หัวใจของพุทธศาสนา เพื่อให้เกิด การปฏิบัติดี-ตรง-เป็นธรรม-สมควรแก่ การหลุดพ้น เพื่อสนองพุทธประสงค์ โดยตรง ได้อย่างแท้จริง
มรดกที่ ๔. ปณิธานข้อที่สอง คือ การทำโลก ให้ออกมาเสียจาก อำนาจของวัตถุนิยม หรือ รส อันเกิดจาก วัตถุทางเนื้อหนังนั้น ควรเป็นกิจกรรม แบบสหกรณ์ ของคนทุกคนในโลก และทุกศาสนา เพื่อโลกจะเป็นโลก สะอาด-สว่าง-สงบ จากสภาพที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน
มรดกที่ ๕. ปณิธานข้อที่สาม คือ การทำความเข้าใจ ระหว่างศาสนา นี้เป็นสิ่งจำเป็น ต้องทำ เพราะโลกนี้ ต้องมีมากศาสนา เท่ากับ ชนิดของคนในโลก เพื่อจะอยู่ร่วมโลกกันได้ โดยสันติ และทุกศาสนา ล้วนแต่สอน ความไม่เห็นแก่ตัว จะต่างกันบ้าง ก็แต่วิธีการณ์ เท่านั้น
มรดกที่ ๖. สวนโมกข์ คือ สถานที่ให้ความสะดวก ในการเป็นเกลอ กับธรรมชาติ ทั้งฝ่ายจิต และฝ่ายวัตถุ, ควรจัดให้มีกัน ทุกแห่งหน เพื่อการศึกษาธรรมชาติ โดยตรง, เพื่อการรู้จัก กฏของธรรมชาติ, และเพื่อการชิมรส ของธรรมชาติ จนรู้จักรักธรรมชาติ ซึ่งล้วนแต่ ช่วยให้เข้าใจธรรมะ ได้โดยง่าย
มรดกที่ ๗. สวนโมกข์ คือ มหรสพทางวิญญาณ เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมี สำหรับ สัตว์ที่มี สัญชาตญาณ แห่งการต้องมี สิ่งประเล้าประโลมใจ อันเป็นปัจจัย ฝ่ายวิญญาณ เพิ่มเป็นปัจจัยที่ห้า ให้แก่ ปัจจัยทั้งสี่ อัน เป็นฝ่ายร่างกาย, ขอให้ช่วยกันจัดให้มีขึ้นไว้ สำหรับใช้สอย เพื่อประโยชน์ ดังกล่าวแล้ว แก่คนทุกคน.
มรดกที่ ๘. สวนโมกข์ นานาชาติ สำหรับ แสงสว่างทางวิญญาณ ของเพื่อนมนุษย์ ต่างชาติ ต่างภาษา โดยเฉพาะ, เป็นความคิด ที่เกิดขึ้นมา เมื่อมองเห็น คนเหล่านั้น ดิ้นรน เสาะแสวงหา เพื่อให้พบ ตัวของตัวเอง. ขอฝากไว้ ให้ช่วยกัน จัด และ รักษา ที่จัดแล้ว ไว้สืบไป.
มรดกที่ ๙. มหรสพทางวิญญาณ เพื่อความเพลิดเพลินทางวิญญาณ ด้วยรสแห่งธรรมะ เป็นสิ่งจำเป็นต้องมี เพื่อแทนที่มหรสพทางเนื้อหนัง ที่ทำมนุษย์ให้เป็นปีศาจชนิดใดชนิดหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา มนุษย์ต้องมี ความเพลิดเพลิน (Entertainment) เป็นปัจจัยที่ห้า ของชีวิต จำเป็นที่จะต้องจัดหาให้ ให้ดีๆ.
มรดกที่ ๑๐. สัญญลักษณ์เสาห้าต้นบนหลังคา หมายถึง นิวรณ์ห้า ปัญจุปาทานขันธ์ห้า พละห้า อินทรีย์ห้า ธรรมสาระห้า มรรคผลนิพพานห้า แม้ที่สุดแต่ นิ้วมือทั้งห้า ของตนเอง ล้วนแต่เป็นเครื่องเตือนใจ ในเรื่อง การกำจัดความทุกข์ ของคนเราทั้งสิ้น.
มรดกที่ ๑๑. คติพจน์ หรือ Slogan ประจำสวนโมกข์ คือ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฎิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้นนั้น เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อไม่มีปัญหา ทางด้านการเป็นอยู่ ฝ่ายวัตถุ และเหมาะสม แก่การก้าวหน้าทางจิตใจ โดยหลักธรรมชาติ ที่ว่า กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง นั่นเอง
มรดกที่ ๑๒. ปริญญาจากสวนโมกข์ มีอยู่ว่า "ตายก่อนตาย" คือ จิตหมดความรู้สึกว่า ตัวกูของกู เสียก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย เหลืออยู่แต่ สติปัญญา บริสุทธิ์ในชีวิต นี้เป็นสิ่งที่มีได้แต่เดี๋ยวนี้ ดังนั้น ตายได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีกำไรชีวิตเท่านั้น.
มรดกที่ ๑๓. ภาษาคน-ภาษาธรรม มีไว้สำหรับแยกกันใช้พูดให้ถูกต้อง ในระหว่างเรื่องทางวัตถุ และเรื่องทางจิต แล้วจะเข้าใจเรื่องนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง ลึกซึ้ง สำเร็จประโยชน์ อย่าใช้รวมกัน หรือ กลับกัน จะเกิดการเวียนหัว.
มรดกที่ ๑๔. ระบบการใช้ ภาษาคน-ภาษาธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี อย่างแน่นอน เพื่อใช้ในการศึกษา และสั่งสอนพุทธศาสนา เพราะ ธรรมะทั้งหมด มีที่ตรัสไว้ ทั้งโดย ภาษาธรรมของคนธรรมดา (ปุคคลาธิษฐาน) และ ภาษาธรรมของคนที่เห็นธรรมะแล้ว (ธรรมาธิษฐาน) ดังนั้น จึงต้องสังเกตให้ดีๆ ทั้งในการศึกษา การสั่งสอน การสนทนา มิฉะนั้น จะเกิดอาการเวียนหัว.
มรดกที่ ๑๕. การล้ออายุ และ การให้ ของขวัญ วันล้ออายุ อย่างที่ กระทำกันอยู่ ที่สวนโมกข์นั้น มีผลทางจิตใจ ในความไม่ประมาท และรู้จักตัวเอง ดีขึ้นทุกปี ขอฝากไว้ สำหรับรักษา กันไว้สืบต่อไป เพื่อความก้าวหน้า ทางจิตใจ ของทุกคน.
มรดก ที่ ๑๖. พุทธบริษัท ที่แท้จริง ไม่ควรมี แม้แต่เรื่องปวดหัว โดยไม่ต้องกล่าวถึงโรคประสาท หรือ โรคจิต ทั้งนี้ เพราะ อาศัย หลักธรรม ที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ที่ว่า "ตถตา" หรือ "เช่นนั้นเอง" คือ การที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ของมัน และจะต้องแก้ไขกันที่นั่น โดยไม่มีอะไรแปลก จึงขอฝากไว้ ในฐานะเป็นมรดก.
มรดก ที่ ๑๗. สาม ส. คือ สะอาด-สว่าง-สงบ เป็นคุณลักษณะ ของพระอริยเจ้า และมีภาวะเป็นหัวใจ ของพระรัตนตรัย ในพุทธศาสนา ขอฝากไว้เป็นมรดก แก่ทุกคน ในฐานะเป็นบทมนต์ประจำจิต.
มรดกที่ ๑๘. กฏบัตรของพุทธบริษัท ที่ได้ช่วยกันทำขึ้นไว้แล้ว อย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา สำหรับพุทธบริษัทถือเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความถูกต้อง เป็นผลดี และสะดวกดาย ในการเป็น ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน ไม่ตกไปสู่ หนองของไสยศาสตร์ และวัตถุนิยม ขอฝากไว้เป็นมรดก ตลอดกาลนาน.
มรดก ที่ ๑ ๙. วรรณกรรม ชุดธรรมโฆษณ์ จากพระโอษฐ์-ลอยปทุม- หมุนล้อธรรมจักร ขอฝากไว้เป็นมรดกอนุสรณ์ของผู้ประคองจิต ร้อยกรอง แล้วประคอง ปล่อยลงสู่ธรรมวารี คือ ห้วงหฤทัย แห่งสาธุชนทั้งหลาย ทั่วพื้นปถพี เพื่องอกงามในห้วงแห่งธรรมวารีนั้น ตลอดกัลปาวสาน อย่ารู้สิ้นสุด.
มรดก ที่ ๒๐. บทสวดมนต์แปล แบบสวนโมกข์ คือ สวดมนต์แปล ที่ได้ พยายามกระทำ ให้สวดกัน ได้ลื่นสละสลวย ได้เลือกมา เฉพาะเนื้อความ ที่เป็น หลักธรรม เข้มข้น และรัดกุม ใช้เป็น อารมณ์แห่งสมาธิ และวิปัสสนา ไปได้ในตัว ขอฝากไว้ ให้ใช้สวดกัน ตลอดกาลนาน. มรดก ที่ ๒๑. การตักบาตรสาธิต แบบที่ทำกันอยู่ในสวนโมกข์ เป็นการศึกษา อยู่ในตัว ว่าจะสามารถ เลี้ยงพระ จำนวนร้อยได้อย่างไร, สะดวกเท่าไร, ควบคุมกิเลสได้โดยวิธีไหน. ขอให้ช่วยกันรักษาพิธีกรรม แบบนี้ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ เกื้อกูล แก่การพิทักษ์รักษาพุทธศาสนาไว้ โดยวิธีประหยัด ไม่ยุ่งยากลำบาก และรักษาแบบฉบับโบราณ นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา
มรดกที่ ๒๒. สระมะพร้าวนาฬิเกร์ คือ บทเรียนด้วยของ จำลองมาจาก บทกล่อมลูกให้นอนของประชาชน ที่แสดงว่า สมัยโน้น ประชาชน ได้เข้าถึงธรรมะสูงสุด กันเพียงไร จนถึงกับนำเอาเรื่อง ของพระนิพพาน มาทำเป็นบทเพลงกล่อมลูกได้ ขอให้รักษาเกียรติของบรรพบุรุษ ในข้อนี้ และทำตนให้สมกับ เป็นลูกหลานของท่าน จงทุกคนเถิด.
มรดกที่ ๒๓. การแสดงธรรมในรูปของการแสดงปาฐกถา ซึ่งบางคราว ถึงกับต้องยืนพูดนั้น ไม่ผิดธรรมวินัยแต่ประการใด สะดวกและเหมาะสมแก่สมัย ทำให้การเผยแผ่พระศาสนา เป็นไป อย่างราบรื่น และได้ผลดี ไม่จำเป็นต้องถือตามตัวอักษร เพราะ ระเบียบวัฒนธรรมคนละยุค คนละสมัย.
มรดก ที่ ๒๔. หลักการที่ถือกันอยู่ในสวนโมกข์ ว่าไม่ยินดีต้อนรับ คนที่ล้างจานข้าวไม่เป็น กินแล้วต้องให้คนอื่นช่วยล้างจานนั้น เป็นหลักการที่ไม่ขัดกับ หลักพุทธศาสนา ไว้คัดเลือกคนที่เหมาะสม สำหรับจะพักอยู่ในวัด เพื่อการปฏิบัติธรรม เพราะมีจิตใจ สมคล้อยกับ หลักแห่งการไม่เห็นแก่ตัว หรือ เอาเปรียบผู้อื่น ขอให้ช่วยกันรักษาไว้ เป็นมรดก สืบทอดต่อไปเถิด.
มรดกที่ ๒๕. การหนุนหมอนไม้ เป็นสิ่งที่พุทธองค์ทรงชักชวนไว้โดยตรง เพื่อฝึกฝน การเป็นคนไม่มักมาก ในการนอน. มารไม่ได้โอกาส ครอบงำ คนไม่เห็นแก่นอน มีความเข็มแข็งว่องไว ทั้งทางกาย และทางจิต บรรพชิต และนักรบ สมัยโน้น จึงหนุนหมอนไม้ โดยเฉพาะ พวกกษัตริย์ ลิจฉวี.
มรดกที่ ๒๖. ขอคัดค้านคำกล่าวที่ว่า "งานคือเงิน - เงินคืองาน" ว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งสอน ให้ทำงาน ในฐานะเป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด มิใช่ ทำเพื่อหาเงิน มาปรนเปรอชีวิต ให้หลงระเริง ในอบายมุข หรือ ความเริงรมย์ ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว" ขอฝาก มรดกการคัดค้าน นี้ไว้ด้วย
มรดกที่ ๒๗. เคล็ดลับของแบบเซ็น นั้นคือ วิธีเดิมแท้ ในพุทธศาสนา ที่บวก สมถะเข้ากับวิปัสสนา ให้ทำงานร่วมกัน ในขณะที่มีสมาธิ และเพ่งพิจารณา เพื่อเข้าถึง สภาพเดิมของจิต คือ ความไร้กิเลส ได้โดยฉับพลัน ไม่แยกกันทำ ทีละอย่าง เพราะ ความยึดมั่น เฉพาะอย่าง, หลักนั้นมีว่า ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน.
มรดกที่ ๒๘. หลักการที่ว่า เอาเชื้อโรคมาแก้ไขโรค นั้น นำมาใช้ได้ในการปฏิบัติธรรม ในพุทธศาสนา โดยเอา กำลังของความโลภ มาละโมบ ในการทำความดี หรือ บุญกุศล เอากำลังของความโกรธ มาอาฆาตโกรธแค้น ต่อกิเลสและความทุกข์ เพื่อทำลายเสีย ในฐานะศัตรู เอากำลังของโมหะ มาหลง ในการ ทำความดี ขั้นต้นๆ แทน การหลงชั่ว ทั้งนี้ เพราะเรามีสิ่งทั้งสามนี้ เป็นเดิมพัน อย่างรุนแรง อยู่ในจิตใจ กันอยู่แล้ว อย่างเต็มที่.
มรดกที่ ๒๙. การมีธรรมะตลอดวัน ตลอดคืน เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ยาก คือเมื่อจะทำหน้าที่ใดๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ทำโดยรู้สึก ต่อความจริง ข้อหนึ่ง อยู่ในใจว่า "หน้าที่นั่นแหละ คือ ธรรมะ" เพราะหน้าที่ เป็นสิ่งที่ สามารถ กำจัดปัญหาได้ ทุกชนิด และนำมาซึ่งผลดี อันพึงปรารถนา ข้อนี้ตรงกับ ความหมายของคำว่า "ธรรม" คือ สิ่งที่ช่วยผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลง สู่ความทุกข์ ดังนั้น เมื่อทำหน้าที่ ตลอดวัน ก็มีธรรมะได้ ตลอดวัน แม้ การพักผ่อน ก็เรียกว่า หน้าที่ ที่ต้องทำ ด้วยเหมือนกัน คือ จะได้มีกำลัง ในการทำหน้าที่.
มรดกที่ ๓๐. มหาปเทสฝ่ายวินัย ตามแบบพระวินัย ขอฝากไว้ ให้ถือว่า เป็นสิ่งจำเป็น ต้องนำมาใช้ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเจริญด้วยวัตถุ จนเต็มไปด้วยวัตถุ ชนิดที่เป็นปัญหา ทางศีล ทางวินัย ทั้งแก่บรรพชิต และฆราวาส ขอให้ศึกษา มหาปเทส นั้นอย่างแตกฉาน เพื่อป้องกัน ความงมงาย.
มรดกที่ ๓๑. มหาปเทสฝ่ายธรรม ในมหาปรินิพพานสูตร เป็นสิ่งที่ ต้องนำมาใช้ ควบคู่กันกับ หลักตัดสินธรรมวินัย ในโคตมีสูตร เพื่อว่า ถูกต้อง สมบูรณ์ที่สุด ในการ ตัดสินความถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ พุทธบริษัท แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วย ปัญหา และนับวัน จะเพิ่มมากขึ้น ทุกที วิธีการณ์ อย่างนี้ ได้เคยใช้ ประสบผลดี มาแล้ว จึงขอฝากไว้ เป็นมรดก เพื่อใช้กัน สืบไป.
มรดก ที่ ๓๒. ปฏิจจสมุปบาท แบบ "ฮัมเพลง" (ในโยคักเขมวรรค สฬายตนสังยุตต์ สํ.) เป็นสูตรที่ตรัสไว้อย่างเข้าใจได้ง่าย ปฏิบัติได้ง่าย กว่าแบบทั่วไป ควรทำความเข้าใจ กับแบบนี้เสียก่อน แล้วจึงพิจารณา แบบทั่วไป แต่การปฏิบัติ ก็ยังเป็นอย่างเดียวกัน คือ มีสติ เมื่อมีผัสสะ (รายละเอียดหาดูได้ จากปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์).
มรดกที่ ๓๓. การใช้หลัก อิทัปปัจจยตา - ปฏิจจสมุปบาท - ตถตา - สุญญตา เป็นอมฤตโอสถ ซึ่งทำให้อยู่ เหนือความตาย หรือ เหนือการเวียนว่าย ตายเกิด เพราะ ทำให้หมดตัวตน และของตน นั้นเป็น กิจกรรมประจำวัน ของพุทธบริษัท ที่แท้จริง เป็นทางลัดสั้น ที่สุด มีผลดีที่สุด จึงขอฝากไว้ เป็นมรดก ในฐานะ เป็นสิ่งที่เคยใช้ได้ผลดี มาแล้ว
มรดกที่ ๓๔. บาลี วิมุตตายตนสูตร เป็นหลักธรรม ที่ควรสนใจเป็นพิเศษ คือ บอกให้รู้ว่า คนเรา สามารถบรรลุธรรม ได้ถึง ๕ เวลา คือ เมื่อกำลัง ฟังธรรมอยู่, เมื่อกำลัง แสดงธรรมให้ผู้อื่นอยู่, เมื่อกำลัง สาธยายธรรมอยู่, เมื่อเพ่งธรรมอยู่, และ เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญธรรมอยู่; นับว่า โอกาสมีมาก ในการบรรลุธรรม แต่พวกเรา พากันประมาทเสีย ไม่ฉวยเอาได้ แม้แต่ โอกาสเดียว.
มรดกที่ ๓๕. การใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ ให้ถูกต้อง และ ครบถ้วน เป็นหลักการ และ วิธีการณ์ อันแน่นอน ในการที่จะ รักษาพุทธศาสนา เอาไว้ได้ และ ในลักษณะที่จะ เป็นที่พึ่งได้ อย่างแท้จริง และเป็นการ สืบอายุ พุทธศาสนา ที่ตรงตาม พุทธประสงค์ ได้เคยใช้ วิธีนี้ อยู่เป็นประจำ และสำเร็จประโยชน์ เต็มตามความหมาย จึงขอนำ พิธีกรรม อันนี้ มาฝากไว้เป็นมรดก.
มรดกที่ ๓๖. การศึกษา สติปัฎฐานสี่ จาก อานาปานสติสูตร ได้ผลดีกว่า จาก มหาสติปัฎฐานสูตร ซึ่งกล่าวไว้อย่างยืดยาว มีลักษณะกำกวมฟั่นเฝือ ไม่มีลำดับ ติดต่อกัน อย่างชัดแจ้ง, เพียงแต่อ่านอย่างเดียว ก็กินเวลา หลายชั่วโมง ส่วนข้อความจาก อานาปานสติสูตร นั้น ติดต่อกันเป็นสาย ๑๖ ขั้น จนตลอดเรื่อง นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ ไปจนกระทั่ง ถึงการรู้ว่า บรรลุผลสำเร็จแล้ว และเป็นหลักที่พระองค์ ทรงยืนยันว่า ได้อาศัยหลักนี้ ในการตรัสรู้ ของพระองค์เอง ขอให้พิจารณากันให้ดี และขอฝาก ข้อเท็จจริงอันนี้ ไว้เป็นมรดก ด้วย
มรดกที่ ๓๗. สุญญตาสำหรับฆราวาส แม้ที่เป็นผู้หญิงและเด็ก คือ มีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้เกิด ความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใด จนเกิด ความรัก - โกรธ - เกลียด - วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ - อิจฉาริษยา - หวง - หึง ด้วยอำนาจความรู้สึก เป็นตัวกู ของกู. ขอยืนยันว่า ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ ตามสติกำลัง และควรปฏิบัติ จึงขอฝากไว้เป็นมรดก พิเศษ สำหรับฆราวาส.
มรดกที่ ๓๘. หลักการ ตามรอยพระอรหันต์ ที่ได้ใช้ร่วมกัน ทั้งสำหรับ ฆราวาส และบรรพชิต คือ การดำรงชีวิต ชนิดที่เป็นการขูดเกลา กิเลส และบรรเทา ความเคยชิน ที่จะเกิดกิเลส (อนุสัย) อยู่ตลอดเวลา โดยมีสติสัมปชัญญะ ในขณะ สัมผัสอารมณ์ ไม่ปล่อยให้ปรุง เป็น โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา, หรือ ถ้าปรุงแล้ว ก็มีสติ ปิดกั้น การปรุงนั้นเสีย.
มรดกที่ ๓๙. "งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพาน อยู่ที่ ตายเสียก่อนตาย" นี้คือ ของเก่า ที่ปัดฝุ่น แล้วนำมา ใช้ใหม่ เพื่อรักษา สติปัญญา ของบรรพบุรุษไว้ ว่าเคยเฉียบแหลม ลึกซึ่งอย่างไร แล้ว ลูกหลาน ชั้นหลัง ก็จะมีสติปัญญา ไม่น้อยไปกว่า บรรพบุรุษ ก็จะเป็น พุทธบริษัท ได้เต็ม ตามความหมาย ไม่เอา นิพพานไปเก็บไว้ สำหรับ ตายแล้วตายอีก หลายหมื่น หลายแสนชาติ จึงจะได้ผล ขอให้ช่วยกัน รักษามรดก ข้อนี้ ของบรรพบุรุษ กันเถิด.
มรดกที่ ๔๐. ขอให้เรา มีความมุ่งหมายเป็นพิเศษ กันไว้ สักข้อหนึ่ง ว่าไม่เร็ว ก็ช้า จะมีโลกสักยุคหนึ่ง อันเป็น โลกสมบูรณ์ ด้วยธรรมะ โดยที่ทุกคน ทำหน้าที่ ของตนๆ โดยมี สติสัมปชัญญะ รู้สึกอยู่ในใจว่า หน้าที่อันถูกต้อง นั่นแหละ คือ ธรรมะ ที่จะช่วยให้คนเรา อยู่เหนือปัญหา ทั้งปวงได้ ทั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีได้ เพราะ โลก เปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ จงให้ปัจจัย แห่งความเปลี่ยนแปลง เพื่อความเป็นอย่างนี้ แก่โลกเถิด.
มรดกที่ ๔๑. ถ้าคนทั้งโลก เขาไม่เห็นด้วย ในการทำโลกให้มีธรรมะ เพราะเห็นว่า เหลือวิสัย ก็ตามใจเขา เราคนเดียว ก็อาจจะทำตนเอง ให้ดับทุกข์ได้ ด้วยธรรมะอย่างถึงที่สุด, ดังนั้น อย่าได้ท้อใจเลย ในการที่คนทั้งหลาย เขาไม่สนใจใยดี กับธรรมะ.
ทั้งหมดนี้ เป็น มรดกฝ่ายวัตถุธรรม และพิธีกรรม เป็นภาคหนึ่ง ของ มรดกที่มอบไว้ ในฐานะเป็นมรดก. ต่อไปนี้ เป็นมรดก ฝ่ายนามธรรม ที่ได้เคย ค้นคว้า สังเกต ศึกษา และ ทดลองปฏิบัติ มาแล้ว มีผล เป็นที่น่าพอใจ จึงขอสรุปไว้ เป็นข้อๆ นำมามอบไว้ ในที่นี้ ในฐานะ เป็นมรดก เช่นเดียวกัน. มรดก ที่ ๔๒. พุทธะ ผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน ตรงกันข้าม จาก ไสย ซึ่งหมายถึง หลับ - สงสัย - สะดุ้ง หวาดผวา อยู่ตลอดเวลา. การที่จะเป็นพุทธ์ หรือ เป็นไสย ต่างกัน อย่างตรงกันข้ามที่ตรงนี้.
มรดก ที่ ๔๓. การมีพระพุทธรูปไว้กราบไหว้ หรือ แขวนคอกัน ในบัดนี้ มีทั้งที่เป็นไสยศาสตร์ คือ ถือเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองป้องกัน หรือ เป็นเครื่องราง ของขลัง, และที่เป็นพุทธศาสตร์ คือ วัตถุอนุสสติ หรือ อย่างมากก็เป็นเพียงปูชนียวัตถุ. พุทธบริษัท จะต้องระวังสังวร กันไว้ให้ดีๆ ไม่เสียเกียรติ ของพุทธบริษัท กลายเป็นผู้ถือลัทธิ บูชาวิญญาณ (Animism) ไปเสีย.
มรดกที่ ๔๔. การมีพระพุทธเจ้า เป็นกัลยาณมิตร เป็นสิ่งที่ต้องสนใจ กันให้มาก ให้สมกับที่ตรัสไว้ว่า "ถ้าได้อาศัยเรา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ทั้งหลาย ที่มีการ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย จักพ้น จากการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย" พวกเรา กลับมาถือกันเสียว่า เรามี การเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย เป็นของธรรมดา ไม่ล่วงพ้น การ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ไปได้อย่าง น่าสังเวช.
มรดก ที่ ๔๕. พระพุทธเจ้า ตามทรรศนะ ของบุคคลนั้นๆ มักจะเป็น ภูเขาหิมาลัย บังธรรมะ สำหรับเขา เพราะ เป็นพระพุทธเจ้าแห่งอุปาทาน และตาม อุปาทานของเขา. ดังนั้น จงรู้จัก พระพุทธเจ้า ให้ถูกตรง พระองค์จริง กันเถิด.
มรดกที่ ๔๖. พระพุทธองค์ ท่านมีการตรัส ทั้งโดย ภาษาคน และ ภาษาธรรม ต้องฟังให้ดี เช่น ตรัสโดยภาษาคน ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" แต่ตรัสโดยภาษาธรรม ว่า "ตัวตนของตน นั้นไม่มี" ดังนี้ ถ้าฟังไม่ดี จะไม่รู้เรื่อง และเห็นว่า เป็นคำพูดที่ขัดกัน. ถ้ารู้จักฟังโดยหลัก ภาษาคน-ภาษาธรรม แล้ว จะไม่ขัดกันเลย ดังนี้เป็นตัวอย่าง.
มรดกที่ ๔๗. ตรัสว่า แต่ก่อนก็ดี บัดนี้ก็ดี เราบัญญัติ แต่เรื่อง ความทุกข์ กับ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น ดังนั้น พวกเรา อย่าต้องเสียเวลา ในการศึกษา การถาม การเถียง กันด้วยเรื่องอื่นที่มิใช่สองเรื่องนี้ กันอีกเลย.
มรดกที่ ๔๘. พระพุทธองค์ มิได้ทรงเสียเวลา ในการกระทบกระทั่ง หรือ ยกเลิกลัทธิคำสอนของเก่า ก่อนพระองค์ หากแต่ทรงแสดงเรื่องของพระองค์ ที่ดีกว่า - จริงกว่า - มีประโยชน์กว่า ให้ผู้ฟัง เลือกเอาเอง อย่างมีเหตุผล จึงไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น อย่างรุนแรง เหมือนกับที่เกิดแก่ ศาสดาอื่นบางองค์.
มรดกที่ ๔๙. การมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ปรุงขึ้นตามทรรศนะ ของบุคคลนั้นๆ ทำให้ เป็นปัญหามาก และไม่ถูก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์จริง ซึ่งมีหัวใจ เป็นความ สะอาด - สว่าง - สงบ เพราะ ว่างจากกลิ่นไอ และ ความหมายแห่ง ตัวกู - ของกู
มรดกที่ ๕๐. ไสยศาสตร์ คือ ลัทธิหลับ (ด้วยอวิชชา) พุทธศาสตร์ คือ ลัทธิตื่นจากหลับ (ประกอบอยู่ด้วยวิชชา) ดังนั้น จงระวังการกระทำ ที่เกี่ยวกับพระพุทธรูป หรือ พระเครื่อง; เพราะมีได้ทั้งที่เป็นพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ แล้วแต่ว่า ผู้นั้น ทำไปด้วยวิชชา หรือ ด้วยอวิชชาอุปาทาน
มรดกที่ ๕๑. หลักการปฏิบัติที่แท้จริง ไม่ต้องข้ามภพ ข้ามชาติ (เข้าโลง) ล้วนแต่เป็นสันทิฎฐิโก - อกาลิโก คือ ปรากฏแก่ใจ ในทันทีที่กระทำ และรับผลของการกระทำ ส่วนที่เนิ่นนานไปจากนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ ฝ่ายวัตถุธรรม ในความรู้สึกของปุถุชนธรรมดา.
มรดกที่ ๕๒. สิ่งที่เรียกกันว่า "ตัวตน" นั้น เป็นเพียงมายา คือ เป็นเพียงความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในใจ อันปรุงแต่งขึ้นมาจากตัณหา หรือ ความอยาก ด้วยอำนาจอวิชชา ที่เกิดขึ้นในจิต โดยธรรมชาติ อัตโนมัติ, เป็นเพียงความรู้สึกผิดๆ ของสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน อันเกิดมาจากตัณหา มิได้เป็นตัวตนอันแท้จริง เป็นเพียงความรู้สึกลมๆ แล้งๆ แต่ก็มีความเข้มข้น จนผู้รู้สึก รู้สึกว่า เป็นตัวตน.
มรดกที่ ๕๓. การจำแนกธรรมะเป็น ๔ ความหมาย ให้ความสะดวก ในการศึกษาธรรมะ อย่างทั่วถึง คือ รู้จักตัวธรรมชาติ - กฏของธรรมชาติ - หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ และผลอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น จนสามารถดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ปราศจากปัญหาใดๆ.
มรดกที่ ๕๔. ธรรมะมี ความหมาย หลายอย่าง ถ้าเอาใจความ เพียงอย่างเดียว ก็คือ หน้าที่ ที่ได้กระทำ อย่างถูกต้อง แก่สถานภาพ ของผู้ปฏิบัติ ตามกฏของธรรมชาติ เพื่อให้เกิดสันติสุข แก่ทุกฝ่าย ทุกกาละ และเทศะ
มรดก ที่ ๕๕. ธรรมะทั้งหมด ในทางปฏิบัติ อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะเครื่องมือ และ ธรรมะผลที่ประสงค์ สีล - สมาธิ - ปัญญา เป็นธรรมะ เครื่องมือ, มรรค - ผล - นิพพาน เป็นธรรมะ ผลที่ประสงค์, แม้ธรรมะที่เป็นเครื่องมือ ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะหลัก เช่น สติปัฎฐานสี่ และธรรมะอุปกรณ์ เช่น อิทธิบาทสี่ หรือ สัมมัปปธานสี่, จงรู้จักธรรมะที่จะใช้ปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ตามกรณี
มรดกที่ ๕๖. จงทำให้งานของท่าน ทุกชิ้น ทุกอนุภาค กลายเป็นธรรมะ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ รู้สึกอยู่ว่า หน้าที่ นั่นแหละ คือ ธรรมะ, ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละ คือ ปฏิบัติธรรมะ; แล้วท่านก็จะมีธรรมะ อยู่ทุกอิริยาบถ ทุกเวลา ทุกสถานที่ แล้วทำงานทุกอย่าง ได้สนุกเหมือนเล่นกีฬา มีความสุขเสียแล้ว ในขณะที่ทำงาน ไม่ต้องไปหาสถานเริงรมณ์ อบายมุข หรือ ยาเสพติด
มรดกที่ ๕๗. ธรรมะ คือ สิ่งที่เรียกกันในภาษาไทยว่า "หน้าที่" ของ ทุกสิ่ง ที่มีชีวิต อันเขาจะต้องทำ เพื่อความรอด ทั้งทางกาย และทางจิต ทั้งเพื่อตนเอง และ เพื่อสังคม แม้จะแปลคำ คำนี้ กันว่า คำสั่งสอน การเรียน การปฏิบัติ ความหมายสำคัญ ก็ยังคงอยู่ที่ ความเป็นหน้าที่ เพื่อความรอด ดังนั้น เมื่อใด มีการทำหน้าที่ เมื่อนั้น ก็คือ การปฏิบัติธรรม.
มรดกที่ ๕๘. ธรรมะในโบสถ์ - หรือ ธรรมะกลางทุ่งนา ก็เป็นธรรมะ อย่างเดียวกัน เมื่อประพฤติกระทำ ในฐานะที่เป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง เพื่อความรอด อันแท้จริง.
มรดกที่ ๕๙. สิ่งที่เป็น นิรันดร - อมิตาภะ - อมิตายุ - อกตะ - อมตะ - อสังขตะ - นั้น มีอยู่ ๓ อย่าง คือ กฏธรรมชาติ๑ ความว่าง๑ นิพพาน๑ สามอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น แม้แต่พระเจ้า ก็สร้างไม่ได้ เพราะมีฐานะเป็นพระเจ้าเสียเอง.
มรดกที่ ๖๐. พุทธศิลป์ ที่แท้จริง มิใช่วัตถุศิลป์ อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นระบบ การกระทำด้วย สติปัญญา ที่ดับทุกข์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังที่พระพุทธองค์ ได้ทรงประกาศไว้ อย่างมีความงามใน เบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย ในภายในจิต ของสัตว์.
มรดก ที่ ๖๑. ธรรมะ คือระบบปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น, เรียกสั้นๆ ว่า "หน้าที่" นั่นแหละ คือ พระเป็นเจ้า ผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง.
มรดกที่ ๖๒. ธรรมะมีไว้ช่วยให้อยู่ในโลกอย่างชนะโลก หรือ เหนือโลก มิใช่ให้หนีโลก แต่อยู่เหนืออิทธิพลใดๆ ของโลก ไม่ใช่จมอยู่ในโลก มักสอนให้เข้าใจกันผิดๆ ว่าต้องหนีโลก ทิ้งโลก สละโลก อย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครเลย.
มรดก ที่ ๖๓. ธรรมะ เป็นสิ่งที่ อธิบายยาก เพราะ คำพูดของมนุษย์ มีไม่พอ คือไม่มี คำ สำหรับใช้กับ สิ่งที่มนุษย์ ยังไม่เคยรู้จัก มาก่อน; ดังนั้น จึงต้อง พยายามพูด และ พยายามฟัง จนเข้าใจ หรือ รู้จัก โดยความหมาย ทั้งใน ภาษาคน และ ภาษาธรรม พร้อมกันไป.
มรดกที่ ๖๔. ธรรมะ มิใช่ตัวหนังสือ หรือ เสียงแห่งการแสดงธรรม แต่เป็น การกระทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง ของผู้ปฏิบัติแต่ละคน อยู่ทุกอิริยาบถ - ทุกเวลา - ทุกสถานที่ อย่างถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ของตน และ ผู้อื่น ที่เกี่ยวข้องกัน จึงจะเป็นธรรมะ ที่ถูกต้อง ตามหลักแห่งพุทธศาสนา อันนำมาซึ่ง ความสงบสุข ได้จริง.
มรดกที่ ๖๕. ศีลธรรมกลับมา เพื่อ โลกาสงบเย็น, ปรมัตถธรรมกลับมา เพื่อโลกาสว่างไสว ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ, ถ้าปรมัตถธรรมไม่กลับมา โลกามืดมนท์; ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกัน ทำให้กลับมา ในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี สำหรับโลก.
มรดกที่ ๖๖. ไม่ต้องอาลัยอดีต - ไม่ต้องพะวงอนาคต ขอแต่ ให้ทำหน้าที่ ของตน อย่างถูกต้อง ในปัจจุบัน ก็เพียงพอแล้ว ที่จะไม่เป็นทุกข์ และไม่เป็นปัจจัย แก่ สัสสตทิฎฐิ คือ ตัวตนที่เวียนว่าย ไปในวัฎฎะ
มรดก ที่ ๖๗. ก ข ก กา ของพุทธศาสนา มิได้ตั้งต้น ที่พระรัตนตรัย แต่ตั้งต้น การศึกษาที่ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า ได้ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์ ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้ ก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาเอง
มรดกที่ ๖๘. โลกทั้งหมดสำเร็จ อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะ เรามีตา ฯลฯ โลกจึงมี และ เกิดกรณีต่างๆ ที่เป็นปัญหาขึ้น เพราะ ไม่รู้ความจริง ของ เรื่อง ตา ฯลฯ หรือ โลก อย่างถูกต้องนั่นเอง.
มรดกที่ ๖๙. ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายเกิดทุกข์ เกิดขึ้นทุกคราวที่จิตมีตัณหา คือ โง่ เมื่อมีผัสสะโง่ เวทนาโง่ เพราะอำนาจของอวิชชา จนเกิดตัณหา หรือ มีกิเลสครองงำ; ดังนั้น ระวังอย่าโง่ เมื่อมีผัสสะใดๆ ให้ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายทุกข์ เกิดขึ้น.
มรดกที่ ๗๐. ปฏิจจสมุปบาท มีขึ้นรอบหนึ่ง ทุกครั้ง ที่มีการสัมผัสอารมณ์ ด้วยอวิชชา หรือพูดได้ว่า ทุกครั้ง ที่มี จิตเศร้าหมอง ด้วยการปรุงแต่ง ของอวิชชา มิใช่มี อย่างคร่อมภพ คร่อมชาติ ถึงกับ ปฏิจจสมุปบาท รอบเดียว คร่อมชาติ สามชาติ เหมือนที่ แนะนำสั่งสอนกัน อยู่โดยมาก จนกลายเป็น สัสสตทิฎฐิ ไป.
มรดกที่ ๗๑. การปฏิบัติ ที่ดูเหมือนมิได้ปฏิบัติอะไรเลย คือ การปฏิบัติทางจิตใจ ให้รู้สึกพอใจอยู่ในความว่าง จากตัวตนของตน กระทำหน้าที่ทุกอย่าง กลมกลืนอยู่กับกฏของธรรมชาติ ทำงานเพื่อหน้าที่ มิใช่ทำเพื่อประโยชน์แก่ตัวกู-ของกู.
มรดกที่ ๗๒. ภาษาธรรมะชั้นสูง ก็ล้วนแต่ เป็นคำ ที่ยืมมาจาก ภาษาชาวบ้าน จงพยายาม ถือเอาความหมาย ในภาษาชาวบ้าน ให้มากที่สุด ก็จะเข้าใจ คำนั้นๆ ได้ถูกต้อง และถึงที่สุด ได้โดยง่าย เช่น นิพพาน คือ เย็น, มรรค คือหนทาง,ผล คือ ลูก, กิเลส คือ สิ่งสกปรก, สังโยชน์ คือ ผูกมัด, อาสวะ คือ สิ่งกดดัน ออกมาจาก การหมักดอง. พุทธะ คือ ตื่นจากหลับ. ธรรมะคือ หน้าที่. สังฆะ คือ หมู่ของสิ่งที่พึงปรารถนา.
มรดกที่ ๗๓. มนุษย์สูญ คือ ผู้ที่มีจิตใจกำลังปราศจากความยึดมั่นถือมั่น คือ ไม่รู้สึกยึดมั่นในความหมาย ที่เป็นตัวตน หรือ ของตน ด้วยอุปาทาน ไปตามอำนาจของอวิชชา จงมาเป็นมนุษย์สูญ (ว่าง) กันเถิด จะเบาสบาย เฉลียวฉลาด ปราศจากอคติใดๆ มีจิตใจเหมาะสม แก่การงาน ทุกชนิด โดยอัตโนมัติ.
มรดก ที่ ๗๔. เมื่อจิตหลุดพ้น จากความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งหลงยึดมั่นในคุณค่า อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ตามสมมติสัจจะว่า "ตัวตน" แล้ว ดี-ชั่ว บุญ-บาป กิเลส-โพธิ หรือ อะไรที่บัญญัติกันว่า เป็นของคู่ ตรงกันข้ามนั้น ก็จะเป็นของที่เท่ากัน หรือ เป็นสิ่งเดียวกัน เช่น เป็นเพียงสังขารเสมอกัน เป็นสมมติบัญญัติที่เท่ากัน เป็นต้น.
มรดกที่ ๗๕. เรามี นรก สวรรค์ หรือ นิพพาน ชนิดที่เป็น สันทิฎฐิโก ที่สัมผัสได้กันที่นี่ กันดีกว่า จริงกว่า กว่าชนิด ที่คิดว่า จะมีกัน ต่อเมื่อตายแล้ว ซึ่งพระพุทธองค์ ตรัสเรียกว่า อายตนิกนิริยะ อายตนิกสัคคะ และ สันทิฎฐิกนิพพาน ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี ๆ เถิด จะได้เป็นพุทธบริษัท สมชื่อ.
มรดกที่ ๗๖. แผ่นดิน เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ประทับ อยู่อาศัย และดับขันธปรินิพพาน ของพระพุทธองค์ ตลอดพระชนมชีพ จึงเหมาะสม ที่จะใช้เป็น ที่ศึกษา และปฏิบัติธรรม เกินกว่า ที่จะจัดเป็น "บรมมหาวิทยาลัย" เมื่อนำไปเทียบกับ มหาวิทยาลัย ในโลกปัจจุบัน ดังนั้น เราน่าจะ นั่งเรียนธรรมะ กันกลางดิน ยิ่งกว่านั่งเรียน บนตึก ราคาล้านๆ.
มรดก ที่ ๗๗. กฏเกณฑ์ เกี่ยวกับ ลำดับชั้น ของ นิวรณ์ - กิเลส - อนุสัย - อาสวะ ที่ควรรู้จัก คือ เกิดโลภ ครั้งหนึ่ง ก็สะสม ราคานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดโกรธครั้งหนึ่ง ก็สะสม ปฏิฆานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดหลงครั้งหนึ่ง ก็สะสม อวิชชานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, สำหรับจะเกิดกิเลสนั้นๆ ได้โดยง่าย สะสมไว้ในสันดาน กลายเป็นอาสวะ สำหรับจะกลับออกมาเป็นกิเลส หรือ เป็นเพียงนิวรณ์ ก็ได้ แล้วแต่กรณี
มรดกที่ ๗๘. กามารมณ์ หรือ เพศรส คือ ค่าจ้างของธรรมชาติ เพื่อให้สัตว์ทำการสืบพันธุ์ อันเป็นสิ่งเหน็ดเหนื่อย - น่าเกลียด - สกปรก, ยากที่สัตว์จะหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเป็นเพียงค่าจ้าง ที่เป็นอาการบ้าวูบเดียว.
มรดกที่ ๗๙. ความว่าง - จิตว่าง - ทำงานด้วยจิตว่าง - เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง - มีชีวิตอยู่ด้วยความว่าง นี้คือ ทั้งหมดของพุทธศาสนา โดยหัวใจ, สำหรับ การศึกษา - ปฏิบัติ - เสวยผลของ การปฏิบัติ อย่างพุทธบริษัทแท้ แต่คงจะเป็นการยาก ที่ใครจะเห็นด้วย.
มรดกที่ ๘๐. อย่าเข้าไปเฝ้า พระพุทธองค์ ในลักษณะ ที่ท่าน ทรงทนนั่ง ต้อนรับไม่ไหว เพราะ เต็มไปด้วย สัญญลักษณ์ แห่งไสยศาสตร์ และ ความมี ตัวกู - ของกู ถึงขนาด ยกหู ชูหาง มีท่าทาง แห่งการยกตน ข่มผู้อื่น
วัดหนองป่าพง
ทำบาปแลกบุญ
จะ"ขาดทุน"เรื่อยไป
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
การละบาป เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำบุญ
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
ทุกข์ ก็ไม่สบาย ร้องไห้
เมื่อสุขมา ก็หัวเราะ
นี่เป็นภาษาของเด็กไม่รู้เรื่อง
มีหัวเราะมีร้องไห้ มีดีใจ มีเสียใจ
แล้วมันจะจบเมื่อไร
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
ทำความดีอยู่คนเดียว
ไม่มีใครเห็น มันก็ยังดี
อยู่นั่นเอง
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
อันสตรี ไม่มีศีล ก็สิ้นสวย
บุรุษด้วย ไม่มีศีล ก็สิ้นศรี
เป็นนักบวช ไม่มีศีล ก็สิ้นดี
ข้าราชการ ศีลไม่มี ก็เลวทราม
วัดหนองป่าพง
การพิจารณาตัดสินผู้อื่น
มีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน
จง "เฝ้าดูตนเอง"
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
โทษคนอื่น มองเห็น เท่าภูเขา
ส่วนโทษเรา มองเห็น เท่าเส้นผม
ตดคนอื่น น่าเบื่อ เราเหลือทน
ตดของตน ถึงจะเหม็น ไม่เป็นไร
วัดหนองป่าพง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
กิเลส ทั้งหลายเป็นครูสอนเรา
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
ความตายมาเยี่ยมแท้ ทุกคน
หญิงกับชายในสกล โลกนี้
ใครเล่าจักล่องหน หลบหลีกได้เฮย
หลวงพ่อชาท่านชี้ หมั่นน้อมระลึกถึง
วัดหนองป่าพง
ไม่ละบาป ไม่ละความชั่วแล้ว
จิตมันไม่ผ่องใสหรอก
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา เห็นยาก
ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ
วัดหนองป่าพง
อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ
จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว
ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว
มิให้เกี่ยว เกียรติกาม มุ่งงามธรรม
วัดหนองป่าพง
รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน
วัดหนองป่าพง
จะ"ขาดทุน"เรื่อยไป
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
การละบาป เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำบุญ
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
ทุกข์ ก็ไม่สบาย ร้องไห้
เมื่อสุขมา ก็หัวเราะ
นี่เป็นภาษาของเด็กไม่รู้เรื่อง
มีหัวเราะมีร้องไห้ มีดีใจ มีเสียใจ
แล้วมันจะจบเมื่อไร
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
ทำความดีอยู่คนเดียว
ไม่มีใครเห็น มันก็ยังดี
อยู่นั่นเอง
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
อันสตรี ไม่มีศีล ก็สิ้นสวย
บุรุษด้วย ไม่มีศีล ก็สิ้นศรี
เป็นนักบวช ไม่มีศีล ก็สิ้นดี
ข้าราชการ ศีลไม่มี ก็เลวทราม
วัดหนองป่าพง
การพิจารณาตัดสินผู้อื่น
มีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน
จง "เฝ้าดูตนเอง"
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
โทษคนอื่น มองเห็น เท่าภูเขา
ส่วนโทษเรา มองเห็น เท่าเส้นผม
ตดคนอื่น น่าเบื่อ เราเหลือทน
ตดของตน ถึงจะเหม็น ไม่เป็นไร
วัดหนองป่าพง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
กิเลส ทั้งหลายเป็นครูสอนเรา
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
ความตายมาเยี่ยมแท้ ทุกคน
หญิงกับชายในสกล โลกนี้
ใครเล่าจักล่องหน หลบหลีกได้เฮย
หลวงพ่อชาท่านชี้ หมั่นน้อมระลึกถึง
วัดหนองป่าพง
ไม่ละบาป ไม่ละความชั่วแล้ว
จิตมันไม่ผ่องใสหรอก
หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนเท่าภูผา เห็นยาก
ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ
วัดหนองป่าพง
อันชาวบ้าน ทำงาน เพื่อกามเกียรติ
จึงเกิดความ ตึงเครียด จนสั่นเสียว
ส่วนชาววัด มุ่งขจัด ไปท่าเดียว
มิให้เกี่ยว เกียรติกาม มุ่งงามธรรม
วัดหนองป่าพง
รู้จักพอ ก่อสุขทุกสถาน
วัดหนองป่าพง
พระพุทธเจ้า
วันที่ ๑๒ ถึง ๑๖ มกราคม ของทุกปี เป็นวัน
อาจาริยบูชา
ธรรมจากพระพุทธเจ้า
(จาก web ของวัดหนองป่าพง)
เพราะไม่รู้อริยสัจ จึงต้องแล่นไปในสังสารวัฎ
สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่ง ที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน? สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย : สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุใดเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่.
สัตว์มาเกิดในภูมิประเทศเหมาะสม มีน้อย
สัตว์มีปัญญาจักษุ มีน้อย
สัตว์ไม่เสพของเมา มีน้อย
สัตว์เกิดเป็นสัตว์บก มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อมารดา มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อบิดา มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อสมณะ มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อพราหมณ์ มีน้อย
สัตว์อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้อย
อริยสัจสี่ เป็นสิ่งคงที่ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนตัว
ความรู้ตามเป็นจริงว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์, เป็นของคงที่ ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่ไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น ;” ดังนี้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี่แล เป็นของสี่อย่าง ซึ่งคงที่ ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่ไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น.
สุขที่สัตว์โลกควรกลัว และไม่ควรกลัว
ภิกษุทั้งหลาย ! สุข โสมนัสอันใดเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามคุณห้าเหล่านี้, สุขโสมนัสนั้น เราเรียกว่า กามสุข อัน เป็นสุขของปุถุชน เป็นสุขทางเมถุน ไม่ใช่สุขอันประเสริฐ. เรากล่าวว่า สุขนั้น บุคคลไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรทำให้มาก, ควรกลัว.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าถึงซึ่ง ปฐมฌาน...ทุติยฌาน...ตติยฌาน...จตุตถฌาน...แล้วแลอยู่. นี้เราเรียกว่า สุขอาศัยเนกขัมมะ เป็นสุขเกิดแต่ความสงัดเงียบ สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบรำงับ สุขเกิดแต่ความรู้พร้อม. เรากล่าวว่า สุขนั้น บุคคลควรเสพให้ทั่วถึง ควรทำให้เจริญ ควรทำให้มาก, ไม่ควรกลัว .
ความทุกข์เศร้าโศกทั้งหลายเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก
คหบดี ! หน้าตาของท่านแสดงว่าท่านกำลังไม่มีจิตไม่มีใจ, หน้าตาของท่านผิดปกติไปแล้ว
“ท่านผู้เจริญ ! หน้า ตาของข้าพเจ้าจะไม่ผิดปกติได้อย่างไรเล่า, เพราะว่า บุตรน้อยเป็นที่รักที่พอใจคนเดียว ของข้าพเจ้า ตายเสียแล้ว. ข้าพเจ้าจึงร้องไห้คร่ำครวญ”
มันเป็นอย่างนั้นแหละ ๆ คหบดี ! โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสทั้งหลาย เกิดจากของรัก มีของรักเป็นแดนเกิด.
ผู้ติดเหยื่อโลก ชอบฟังเรื่องกาม ไม่ฟังเรื่องสงบ
สุนักขัตตะ ! นี้เป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ คือข้อที่ บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก (คือกามคุณห้าอย่าง) , ถ้อยคำสำหรับสนทนา อันพร่ำบ่นถึงเฉพาะต่อกามคุณนั้นๆ ย่อมตั้งอยู่ได้สำหรับบุรุษบุคคลผู้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก, เขา ย่อมตรึกตามตรองตาม ถึงสิ่งอันอนุโลมต่อกามคุณนั้นๆ, สิ่งนั้นย่อมคบกับบุรุษนั้นด้วย บุรุษนั้นย่อมเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้นด้วย. ส่วน เมื่อถ้อยคำที่ประกอบด้วยสมาบัติเรื่องไม่หวั่นไหว (ด้วยกามคุณ) ที่ผ่านไปมาอยู่ เขาย่อมไม่ฟัง ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่กำหนดจิตเพื่อจะรู้, ถ้อยคำชนิดนั้น ก็ไม่คุ้นเคยกับบุรุษนั้น บุรุษนั้น ก็ไม่สนใจด้วยคำชนิดนั้น.
สัตว์โลก รู้จักสุขอันแท้จริง ต่อเมื่อปัญญาเกิด
..ท่านจะพึงรู้จักความไม่มีโรค จะ พึงเห็นนิพพานได้ ก็ต่อเมื่อท่านละความเพลิดเพลินและความกำหนัด ในความยึดมั่นซึ่งขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่าน...
มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิดๆ
มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมยึดถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตนๆ : นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย, นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆเป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้.
ส่วนผู้ใด ที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์, เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์, เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์, และเห็นมรรคประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์ : นั่นแหละคือ ที่พึ่งอันเกษม,นั่นคือ ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้แท้.
พอรู้อริยสัจ
ทุกข์เหลือน้อยขนาดฝุ่นติดปลายเล็บเทียบกับปฐพี
ภิกษุทั้งหลาย ! ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน?
อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สำหรับอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยความเห็นถูกต้อง รู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งธรรม, ความทุกข์ของท่านส่วนที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ย่อมมากกว่า ; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย :
อย่ากล่าวเรื่องทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน
แต่จงกล่าวเรื่องความพ้นทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธออย่ากล่าวถ้อยคำที่ยึดถือเอาแตกต่างกัน ว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยได้อย่างไร ท่านปฎิบัติผิด, ข้าพเจ้าซิปฎิบัติชอบ. คำควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวทีหลัง คำควรกล่าวทีหลัง ท่านมากล่าวก่อน คำพูดของท่านจึงไม่เป็นประโยชน์ คำพูดของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์. ข้อที่ท่านเคยถนัด มาแปรปรวนไปเสียแล้ว. ข้าพเจ้าแย้งคำพูดของท่านแหลกหมดแล้ว. ท่านถูกข้าพเจ้าข่มแล้ว เพื่อให้ถอนคำพูดผิดๆนั้นเสีย หรือท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด;” เพราะการกล่าวนั้นๆ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพวกเธอจะกล่าว จงกล่าวว่า “เช่นนี้ ๆ เป็นความทุกข์, เช่นนี้ ๆ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, เช่นนี้ ๆ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์, และเช่นนี้ ๆ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ;” เพราะย่อมประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นของการประพฤติปฏิบัติ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน.
จงบวชเพื่อรู้ความดับทุกข์
เหมือนเขาทั้งหลายผู้บวชแล้วโดยชอบ
ภิกษุทั้งหลาย ! กุลบุตรทั้งหลาย จักออกจากเรือน บวชแล้ว ก็ จักบวช เพื่อการรู้ยิ่งตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง. คือ ความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับไม่เหลือของทุกข์, และเรื่องทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
สมณพราหมณ์ที่แท้ คือละความโลภ โกรธ หลง
ภิกษุทั้งหลาย ! ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ : นี้เรียกว่า ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ.
การรู้อริยสัจเป็นของไม่เหลือวิสัย
พระอริยบุคคล จึงมีปริมาณมาก
ภิกษุ ผู้สาวกของเรา บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้กระทำให้แจ้งแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
ภิกษุณี ผู้สาวิกาของเรา บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้กระทำให้แจ้งแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสก ผู้สาวกของเรา พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว อยู่ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์, เป็นพระอนาคามี , เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสก ผู้สาวกของเรา พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว ยังบริโภคกาม เป็นผู้ ทำตามคำสอน เป็นผู้ สนองโอวาท มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี่อะไรๆ มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสิกา ผู้สาวิกาของเรา พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว อยู่ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์, เป็นพระอนาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสิกา ผู้สาวิกาของเรา พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว ยังบริโภคกาม เป็นผู้ ทำตามคำสอน เป็นผู้ สนองโอวาท มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี่อะไรๆก็มี อยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อริยสัจสี่โดยสังเขป
ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์, และความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คำตอบคือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง. คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือตัณหา อันประกอบด้วยความกำหนัดเพราะอำนาจความเพลิน มักทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม,ตัณหาในความมีความเป็น, ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น,
ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดยไม่เหลือของตัณหา ความปล่อยวางซึ่งตัณหานั่นเอง
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางประกอบด้วยองค์ ๘ นี้นั่นเอง คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. พวกเธอพึง ทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ว่า “นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,” ดังนี้เถิด.
คำชี้ชวนวิงวอน
ภิกษุทั้งหลาย ! การประพฤติปฎิบัติ อันเธอพึงกระทำ เพื่อให้รู้ว่า
“นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์
นี้ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์.”
นั่น โคนไม้ ; นั่น เรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! นิพพาน เราได้แสดงแล้ว,
ทางให้ถึงนิพพาน เราก็ได้แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย.
กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.
นี่แหละ วาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
ความเพลินในธาตุสี่เท่ากับความเพลินในทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใด ย่อมเพลินอย่างยิ่ง ซึ่ง ธาตุดิน น้ำ ไฟ และลม, ผู้นั้นย่อมเพลินอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, เราย่อมกล่าวว่า “ผู้ใด ย่อมเพลินอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, ผุ้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้ จากทุกข์”
อุปมาแห่งองค์ประกอบของการเกิด
ภิกษุ ทั้งหลาย ! ที่อาศัยเกิดของวิญญาณ สี่อย่าง ( คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร ) พึงเห็นว่าเหมือนกับดิน ; ความพอใจและเพลิดเพลิน พึงเห็นว่าเหมือนกับน้ำ ; วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยเหตุ
ดังกล่าว พึงเห็นว่าเหมือนกับพืชสด ดังนี้.
ผู้ติดบ่วง ผู้หลุดจากบ่วง
บุคคลผู้ยึดมั่นอยู่ ซึ่งรูป ... ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ชื่อว่ามีเครื่องผูกแห่งความตาย ; ส่วนผู้ไม่ยึดมั่นอยู่ ซึ่งรูป .. ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ชื่อว่าพ้นแล้วจาก (เครื่องผูกแห่ง) ความตาย.
เบญจขันธ์ไม่เที่ยง
...ภิกษุทั้งหลาย ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า “นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ดังนี้ …
เพลินในเบญจขันธ์เท่ากับเพลินในทุกข์
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ในรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ. ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์ เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์”
ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อมอยู่ เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
ภิกษุ ทั้งหลาย ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก แห่งรูป ตามเป็นจริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
เป็นทุกข์เพราะติดอยู่ในรูปนาม
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บันเทิงด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ;
ทุกข์เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำ ซึ่งมีกำเนิดแต่ภูเขา ไหลไปทางต่ำ สิ้นระยะไกล มีกระแสเชี่ยวจัด ถ้าหากหญ้าหรือต้นไม้ อันเกิดอยู่ริมฝั่งทั้งสองของแม่น้ำนั้น ที่ย้อยกิ่งก้านใบลงปกฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ แล้วบุรุษผู้หนึ่ง ถูกกระแสแห่งแม่น้ำนั้นพัดมา ถ้าจะจับหญ้าหรือต้นไม้ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็จะพึงขาดหลุดไป เพราะกระแสเชี่ยวจัดของแม่น้ำ บุรุษนั้นย่อมถึงการพินาศเพราะการทำเช่นนั้น อุปมานี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ปุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ฉลาด ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ย่อมตามเห็นพร้อมอยู่เป็นประจำ ซึ่งรูป โดย ความเป็นตน, เห็นซึ่งตน ว่าเป็นรูป, เห็นซึ่งรูป ว่ามีอยู่ในตน, เห็นซึ่งตน ว่ามีอยู่ในรูป. รูปนั้นย่อมแตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ดังนี้.
ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่กับ ตา, เพลิดเพลินอยู่กับหู, เพลิดเพลินอยู่กับจมูก, เพลิดเพลินอยู่กับลิ้น, เพลิดเพลินอยู่กับกาย, และเพลิดเพลินอยู่กับใจ ; ผู้นั้น ชื่อว่า เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์.”
ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ
( อีกนัยหนึ่ง )
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่กับรูป, เพลิดเพลินอยู่กับเสียง, เพลิดเพลินอยู่กับกลิ่น, เพลิดเพลินอยู่กับรส, เพลิดเพลินอยู่กับโผฎฐัพพะ, และเพลิดเพลินอยู่กับธรรมารมณ์ ; ผู้นั้น ชื่อว่า เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์.”
ความอร่อยกลางกองทุกข์
(ความลวงของกาม)
... สัตว์ทั้งหลาย ยังเป็นผู้ไม่ไปปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ถูกกามตัณหาแทะกัดอยู่ ถูกความเร่าร้อน เพราะกามแผดเผาอยู่ ก็ยังขืนเสพกามทั้งหลายอยู่นั่นเอง. เขายังทำเช่นนั้น อยู่เพียงใด , กามตัณหาของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเจริญขึ้นด้วย เขาถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผาอยู่ด้วย และสัตว์เหล่านั้น จะมีความรู้สึกว่าความพอใจ และความสบายเนื้ออยู่บ้าง ก็ตรงที่รสอันอาศัยกามคุณ ๕ เป็นเหตุอยู่เพียงนั้น เท่านั้นแล....
ความอร่อยที่ไม่คุ้มกับความทุกข์
...กามทั้งหลาย เรากล่าวแล้วว่า มีรสอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีเรื่องทำให้คับแค้นใจมาก และมีโทษอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ ควรเปรียบด้วยท่อนแห่งกระดูก , ควรเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ , ควรเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า , ควรเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง , ควรเปรียบด้วยของในความฝัน , ควรเปรียบด้วยของยืม , ควรเปรียบด้วยผลไม้ , ควรเปรียบด้วยเขียงสับเนื้อ , ควรเปรียบด้วยหอกและหลาว , และควรเปรียบด้วยหัวงู ฉะนั้น.
อะไรคือ “กาม” ที่แท้จริง
... ความกำหนัดไปตามอำนาจความคิดปรุงแต่ง นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกนั้น หาใช่กามไม่ ; ความกำหนัดไปตามอำนาจความคิดปรุงแต่ง นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตร ก็มีอยู่ในโลกตามประสาของมันเท่านั้น ; ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงนำออกเสียซึ่งความพอใจ ในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น ดังนี้.
เหตุเกิด, และวิธีดับกาม
ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุให้เกิดขึ้นแห่งกาม คือ ผัสสะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกามย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ มรรคมีองค์แปด นี้ นั่นแล เป็น วิธีกระทำให้ถึงซึ่งความดับแห่งกาม ; วิธีนั้นได้แก่ ความเห็นถูกต้อง ความคิดถูกต้อง; การพูดจาถูกต้อง การงานถูกต้อง อาชีพถูกต้อง ; ความเพียรถูกต้อง สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง.
กามเปรียบด้วยรูรั่วของเรือ
เมื่อสัตว์ มีความใคร่ในกามอยู่ , ถ้ากามนั้น สำเร็จแก่เขา คือเขาได้ตามปรารถนาแล้ว , เขา ย่อมมีปีติในใจ โดยแท้ . เมื่อสัตว์ ผู้มีความพอใจ กำลังใคร่ในกามอยู่ , ถ้ากามนั้น สูญหายไป , เขา ย่อมเดือดร้อน เหมือนถูกแทงด้วยศร ฉะนั้น.
ผู้ใด เข้าไปผูกใจอยู่ในที่นา ที่สวน เงิน โค ม้า ทาสชาย และสตรี พวกพ้อง และกามทั้งหลายอื่นๆเป็นอันมาก กิเลสมาร ย่อมครอบงำบุคคลนั้นได้ , อันตรายรอบด้าน ย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้น;
เพราะเหตุนั้น ความทุกข์ ย่อมติดตามเขา เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรืออันแตกแล้ว ฉะนั้น.
อาหารเครื่องหล่อเลี้ยงของอวิชชา
ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่ ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึงมีว่า “นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นอาหารของอวิชชา” ดังนี้ .
ขั้นตอนที่ทำให้ความอยากบริบูรณ์
...การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ;
ทุจริต ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ ๕ ประการให้บริบูรณ์ ;
นิวรณ์ ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์ ;
อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์.
เครื่องดักสัตว์ไปสู่อบายและเวียนว่ายตายเกิด
ตัณหา อันมีธรรมชาติ เหมือนข่ายเป็นเครื่องดักสัตว์ มีธรรมชาติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง สัตว์โลกนี้ ถูกปกคลุมหุ้มห่อไว้ ถูกทำให้ยุ่งเหยิงเหมือนด้ายยุ่ง ประสานกันสับสนดุจรังนก นุงนังเหมือนพงหญ้ายุ่งเหยิง จึงไม่ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสังสารวัฎไปได้.
เหตุที่ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย . เหตุห้าอย่างอะไรเล่า ? ห้าอย่างคือ สนใจแต่คำพูด สนใจแต่ผู้พูด สนใจแต่ตัวเอง เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้.
บุคคลฟังธรรมไม่รู้เรื่องเพราะเหตุใด
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุห้าอย่าง อะไรเล่า ? ห้าอย่างคือ เป็นคนลบหลู่ฟังธรรม มีจิตมากไปด้วยความลบหลู่แข่งดีฟังธรรม คอยจับจ้องความผิดพลาดในผู้แสดงธรรมด้วยจิตมุ่งร้ายแข็งกระด้าง เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้.
ภพแม้ชั่วเสี้ยวเวลาก็ยังน่ารังเกียจ
ภิกษุทั้งหลาย ! คูถ แม้นิดเดียว ก็เป็นของมีกลิ่นเหม็น ฉันใด ; ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่เรียกว่า ภพ คือที่เกิดของสัตว์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน , แม้มีประมาณน้อยชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้ .
ที่ตั้งอาศัยเกิดแห่งตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งใด มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก , ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้น , เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ในสิ่งนั้น .
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สิ่งใดเล่า มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ตา , หู , จมูก , ลิ้น , กาย, และ ใจ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้นๆ, เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ในสิ่งนั้นๆ.
ภาวะเป็นที่รักที่ยินดี เป็น หนามในอริยวินัยนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่ง จะพึงเข้าไปสู่ป่า ที่มีหนามมาก ; คือ หนามข้างหน้าของบุรุษนั้น ก็มีอยู่, หนามข้างหลัง ก็มีอยู่, หนามข้างเหนือ , หนามข้างใต้ , หนามข้างล่าง , หนามข้างบน ก็มีอยู่, บุรุษนั้น จะต้องมีสติ ค่อยๆก้าวไปข้างหน้า มีสติ ค่อยๆถอยกลับหลัง ด้วยคิดอยู่ว่า “หนามอย่ายอก อย่าตำ เราเลย”
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น, ภาวะเป็นที่รัก ภาวะเป็นที่ยินดี ในโลกใดๆ เราเรียกว่า “หนามในวินัยของพระอริยเจ้า” ดังนี้ แล.
ความไม่รู้ในเรื่องอะไรจึงถูกเรียกว่าอวิชชา
ภิกษุทั้งหลาย ! อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ความไม่รู้อันใด เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์, และเป็นความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์, ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า อวิชชา.
แม้อวิชชาก็มีขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฎ ; ก่อนแต่นี้ อวิชชามิได้มี ; แต่ว่า อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง. ภิกษุทั้งหลาย ! คำกล่าวอย่างนี้แหละ เป็นคำที่ใครๆ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า “อวิชชา ย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย.” ดังนี้.
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์
(ทรงแสดงด้วยผัสสะ)
อานนท์ ! ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่า เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเกิดขึ้น ความทุกข์นั้น อาศัยเหตุอะไรเล่า ? ความทุกข์นั้น อาศัยเหตุ คือ ผัสสะ , ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง; แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง.
อาการเกิดแห่งความยึดถือ
ความเพลินใด ในรูป , ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน.
ความเพลินใดในอารมณ์ , ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน.
อาการเกิดแห่งความทุกข์
“ทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะว่า ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ ; และทุกข์ใดๆอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะว่า ความพอใจเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์.”
การเกิดย่อมมีถ้า นึก, คิด, ผูกจิตในอารมณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมนึก ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมคิด ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ, เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี:
“ทุกข์” เพราะ “เพลิน”
มิคชาละ ! เรากล่าวว่า “ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งความเพลิน”
อาการที่ทุกข์เกิดจากอาหาร
ภิกษุทั้งหลาย! อาหารสี่อย่างเหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งสัตว์ ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด. สี่อย่างคือ อาหารคือคำข้าว , อาหารคือ ผัสสะ, อาหารคือ ความนึก คิด, อาหารคือ วิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ใน อาหารคือคำข้าว ไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในอาหารคือคำข้าวนั้นๆ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน. เมื่อมีน้ำย้อม หรือสี ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือ รูปบุรุษ ลงที่ฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน. ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! ....วิญญาณตั้งอยู่ได้ในที่ใด....การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติ ชรา และมรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติ ชรา และมรณะ ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด ; ภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก ที่นั้น ว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี และมีความคับแค้น.
ปุถุชนไม่มีอุบายแก้ทุกข์แบบอื่นนอกจากกามสุข
ปุถุชนนั้น อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมจะน้อมนึกพอใจซึ่งกามสุข. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อมไม่รู้ชัดอุบายปลดเปลื้องซึ่งทุกขเวทนาอื่นนอกไปจากกามสุข. เมื่อปุถุชนนั้น พอใจยิ่งอยู่ซึ่งกามสุขที่ตนน้อมนึก, ราคานุสัยอันใด อันเกิดจากสุขเวทนา, ราคานุสัยอันนั้น ย่อมนอนตามซึ่งปุถุชนนั้น.
เห็นโลกก็เห็นเหมือนเห็นฟองน้ำและพยับแดด
บุคคลพึงเห็นโลกประดุจฟองน้ำ หรือพยับแดดฉันใด, พญามัจจุราช จักไม่เห็นบุคคลผู้ซึ่งพิจารณาเห็นโลก ฉันนั้นอยู่ แล.
เห็นโลกชนิดที่ความตายไม่เห็นเรา
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพฤษี ! ...ข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร ความตายจึงจะไม่แลเห็นข้าพระองค์เล่า พระเจ้าข้า ?
ดูก่อน โมฆราช ! ท่านจงเป็นคนมีสติ ถอนความตามเห็นว่าเป็นตัวตนออกเสีย พิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของว่างเปล่าทุกเมื่อเถิด. ท่านจะพึงข้ามความตายเสียได้ ด้วยข้อปฎิบัติอย่างนี้, ความตายจะไม่แลเห็นท่าน ผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่ โดยอาการอย่างนี้ แล.
“ที่” ซึ่งนามรูปดับไม่มีเหลือ
“สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด มีทางปฎิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ, นั้นมีอยู่ ; ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่อาจเข้าไปอยู่ได้ ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่อาจเข้าไปอยู่ได้ ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ดับสนิทไม่เหลือ ; นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ.
“สิ่งนั้น” หาพบได้ในกายนี้
“แน่ะเธอ ! ที่สุดโลก แห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ; เราไม่กล่าวว่าใครๆอาจรู้ อาจเห็น อาจถึง ที่สุดแห่งโลกนั้น ด้วยการไป.
แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังประกอบด้วยสัญญาและใจนี่เอง, เราได้บัญญัติโลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทไม่เหลือของโลก, และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลก ไว้”
สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งไม่มีสภาวะแบบโลกให้ปรากฏ
ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่อาจเข้าไปอยู่ ในที่ใด ; ในที่นั้นดาวฤกษ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ส่องแสง; ในที่นั้น, ดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏ ; ในที่นั้น, ดวงจันทร์ก็ไม่ส่องแสง; แต่ความมืด ก็มิได้มีอยู่, ในที่นั้น.
เมื่อ “เธอ” ไม่มี !
พาหิยะ ! เมื่อใด เธอเห็นรูปแล้ว สักว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าฟัง, ได้กลิ่น, ลิ้มรส, สัมผัสทางผิวกาย, ก็สักว่า ดม ลิ้ม สัมผัส, ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ก็สักว่าได้รู้แจ้ง แล้ว; เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี. เมื่อใด “เธอ” ไม่มี; เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้, ไม่ปรากฏในโลกอื่น, ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง : นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ ละ.
อุปมาสภาวะนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย ! “สิ่ง” สิ่งนั้นมีอยู่ , เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม. ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น, ไม่ใช่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีอันเดียวกับ “สิ่ง” สิ่งนั้น เราไม่กล่าวว่ามีการมา, ไม่กล่าวว่ามีการไป, ไม่กล่าวว่ามีการหยุด, ไม่กล่าวว่ามีการตาย , ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น. สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่, สิ่งนั้นมิได้เป็นไป และสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์; นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งทุกข์ ละ.
สิ่งนั้นมีแน่ !
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั้นมีอยู่. ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่า สิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จักไม่มีอยู่แล้วไซร้, ความรอดออกไปได้ของ สิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ก็จักไม่ปรากฏเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่มีสิ่ง ซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกกระทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั่นเอง จึงได้มีความรอดออกไปได้ ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง, ปรากฎอยู่.
ทิ้งความกังวล ความถือมั่น ก็ นิพพาน
ความไม่กังวล ความไม่ถือมั่น นั่นแล คือ ธรรมอันเป็นเกาะ ไม่มีธรรมอื่นอีก. เรากล่าวธรรมนั้นว่า “นิพพาน” เป็นที่หมดสิ้นแห่งชราและมรณะ แล.
การเปรียบเทียบคุณสมบัติ สมมุติ กับ วิมุติ
ลักษณะแห่ง สมมุติ มี
1. มีการเกิดปรากฎ
2. มีการเสื่อมปรากฎ
3. เมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ
ลักษณะแห่งวิมุติ มี
1. ไม่ปรากฏมีการเกิด
2. ไม่ปรากฏมีการเสื่อม
3. เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ
คำพูดเป็นประโยชน์ ๑๐ เรื่อง
เรื่องที่ควรพูด ๑๐ ประการ อันเป็นไปเพื่อขูดเกลากิเลส คือ
1. เรื่องปรารถนาน้อย
2. เรื่องสันโดษ
3. เรื่องความสงบสงัด
4. เรื่องไม่คลุกคลี
5. เรื่องมีความเพียร
6. เรื่องศีล
7. เรื่องสมาธิ
8. เรื่องปัญญา
9. เรื่องวิมุตติ
10. เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ
การไม่เพลินกับของเกิดของตาย เป็นธรรมชาติอันสงบ
ใครๆไม่ควรเพลิดเพลิน ต่อสิ่งซึ่งเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว อันปัจจัยกระทำแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ไม่ยั่งยืน เป็นไปเพื่อชราและมรณะ เป็นรังโรค เป็นของผุพัง มีอาหารและตัณหา เป็นแดนเกิด.
ส่วนการออกไปเสียได้จากสิ่งนั้น เป็นธรรมชาติอันสงบ ไม่เป็นวิสัยแห่งความตรึก, เป็นของยั่งยืน, ไม่เกิด, ไม่เกิดขึ้นพร้อม, ไม่มีโศก, ปราศจากธุลี, เป็นที่ควรไปถึง, เป็นที่ดับแห่งสิ่งที่มีความทุกข์เป็นธรรมดา เป็นความเข้าไปสงบรำงับแห่งสังขาร เป็นสุข.
อาจาริยบูชา
ธรรมจากพระพุทธเจ้า
(จาก web ของวัดหนองป่าพง)
เพราะไม่รู้อริยสัจ จึงต้องแล่นไปในสังสารวัฎ
สัตว์โลกติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้าแล้ว มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น จึงได้เพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น เขาเพลิดเพลินยิ่งนักในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ พรหมจรรย์นี้ อันบุคคลย่อมประพฤติ ก็เพื่อการละขาดซึ่งภพ
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่ง ที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน? สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่หมู่มนุษย์ มีน้อย : สัตว์ที่เกิดกลับมาเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่าโดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุใดเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่.
สัตว์มาเกิดในภูมิประเทศเหมาะสม มีน้อย
สัตว์มีปัญญาจักษุ มีน้อย
สัตว์ไม่เสพของเมา มีน้อย
สัตว์เกิดเป็นสัตว์บก มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อมารดา มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อบิดา มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อสมณะ มีน้อย
สัตว์เอื้อเฟื้อพราหมณ์ มีน้อย
สัตว์อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้อย
อริยสัจสี่ เป็นสิ่งคงที่ที่ไม่รู้จักเปลี่ยนตัว
ความรู้ตามเป็นจริงว่า “นี้เป็นทุกข์, นี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, นี้เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์, และนี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์, เป็นของคงที่ ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่ไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น ;” ดังนี้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี่แล เป็นของสี่อย่าง ซึ่งคงที่ ไม่เปลี่ยนจากความคงที่ ไม่ไปสู่ความมีความเป็นโดยประการอื่น.
สุขที่สัตว์โลกควรกลัว และไม่ควรกลัว
ภิกษุทั้งหลาย ! สุข โสมนัสอันใดเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามคุณห้าเหล่านี้, สุขโสมนัสนั้น เราเรียกว่า กามสุข อัน เป็นสุขของปุถุชน เป็นสุขทางเมถุน ไม่ใช่สุขอันประเสริฐ. เรากล่าวว่า สุขนั้น บุคคลไม่ควรเสพ ไม่ควรเจริญ ไม่ควรทำให้มาก, ควรกลัว.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เข้าถึงซึ่ง ปฐมฌาน...ทุติยฌาน...ตติยฌาน...จตุตถฌาน...แล้วแลอยู่. นี้เราเรียกว่า สุขอาศัยเนกขัมมะ เป็นสุขเกิดแต่ความสงัดเงียบ สุขเกิดแต่ความเข้าไปสงบรำงับ สุขเกิดแต่ความรู้พร้อม. เรากล่าวว่า สุขนั้น บุคคลควรเสพให้ทั่วถึง ควรทำให้เจริญ ควรทำให้มาก, ไม่ควรกลัว .
ความทุกข์เศร้าโศกทั้งหลายเกิดจากสิ่งอันเป็นที่รัก
คหบดี ! หน้าตาของท่านแสดงว่าท่านกำลังไม่มีจิตไม่มีใจ, หน้าตาของท่านผิดปกติไปแล้ว
“ท่านผู้เจริญ ! หน้า ตาของข้าพเจ้าจะไม่ผิดปกติได้อย่างไรเล่า, เพราะว่า บุตรน้อยเป็นที่รักที่พอใจคนเดียว ของข้าพเจ้า ตายเสียแล้ว. ข้าพเจ้าจึงร้องไห้คร่ำครวญ”
มันเป็นอย่างนั้นแหละ ๆ คหบดี ! โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสทั้งหลาย เกิดจากของรัก มีของรักเป็นแดนเกิด.
ผู้ติดเหยื่อโลก ชอบฟังเรื่องกาม ไม่ฟังเรื่องสงบ
สุนักขัตตะ ! นี้เป็นสิ่งที่มีได้เป็นได้ คือข้อที่ บุรุษบุคคลบางคนในโลกนี้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก (คือกามคุณห้าอย่าง) , ถ้อยคำสำหรับสนทนา อันพร่ำบ่นถึงเฉพาะต่อกามคุณนั้นๆ ย่อมตั้งอยู่ได้สำหรับบุรุษบุคคลผู้มีอัชฌาสัยน้อมไปในเหยื่อของโลก, เขา ย่อมตรึกตามตรองตาม ถึงสิ่งอันอนุโลมต่อกามคุณนั้นๆ, สิ่งนั้นย่อมคบกับบุรุษนั้นด้วย บุรุษนั้นย่อมเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้นด้วย. ส่วน เมื่อถ้อยคำที่ประกอบด้วยสมาบัติเรื่องไม่หวั่นไหว (ด้วยกามคุณ) ที่ผ่านไปมาอยู่ เขาย่อมไม่ฟัง ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่กำหนดจิตเพื่อจะรู้, ถ้อยคำชนิดนั้น ก็ไม่คุ้นเคยกับบุรุษนั้น บุรุษนั้น ก็ไม่สนใจด้วยคำชนิดนั้น.
สัตว์โลก รู้จักสุขอันแท้จริง ต่อเมื่อปัญญาเกิด
..ท่านจะพึงรู้จักความไม่มีโรค จะ พึงเห็นนิพพานได้ ก็ต่อเมื่อท่านละความเพลิดเพลินและความกำหนัด ในความยึดมั่นซึ่งขันธ์ทั้งห้าเสียได้ พร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งธรรมจักษุของท่าน...
มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิดๆ
มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อมยึดถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตนๆ : นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย, นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆเป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้.
ส่วนผู้ใด ที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้ว เห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์, เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์, เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์, และเห็นมรรคประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์ : นั่นแหละคือ ที่พึ่งอันเกษม,นั่นคือ ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวงได้แท้.
พอรู้อริยสัจ
ทุกข์เหลือน้อยขนาดฝุ่นติดปลายเล็บเทียบกับปฐพี
ภิกษุทั้งหลาย ! ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนี้ ข้างไหนจะมากกว่ากัน?
อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สำหรับอริยสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยความเห็นถูกต้อง รู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งธรรม, ความทุกข์ของท่านส่วนที่สิ้นไปแล้ว หมดไปแล้ว ย่อมมากกว่า ; ความทุกข์ที่ยังเหลืออยู่ มีประมาณน้อย :
อย่ากล่าวเรื่องทุ่มเถียงแก่งแย่งกัน
แต่จงกล่าวเรื่องความพ้นทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธออย่ากล่าวถ้อยคำที่ยึดถือเอาแตกต่างกัน ว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้, ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยได้อย่างไร ท่านปฎิบัติผิด, ข้าพเจ้าซิปฎิบัติชอบ. คำควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวทีหลัง คำควรกล่าวทีหลัง ท่านมากล่าวก่อน คำพูดของท่านจึงไม่เป็นประโยชน์ คำพูดของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์. ข้อที่ท่านเคยถนัด มาแปรปรวนไปเสียแล้ว. ข้าพเจ้าแย้งคำพูดของท่านแหลกหมดแล้ว. ท่านถูกข้าพเจ้าข่มแล้ว เพื่อให้ถอนคำพูดผิดๆนั้นเสีย หรือท่านสามารถก็จงค้านมาเถิด;” เพราะการกล่าวนั้นๆ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อพวกเธอจะกล่าว จงกล่าวว่า “เช่นนี้ ๆ เป็นความทุกข์, เช่นนี้ ๆ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์, เช่นนี้ ๆ เป็นความดับไม่เหลือของทุกข์, และเช่นนี้ ๆ เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ ;” เพราะย่อมประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นของการประพฤติปฏิบัติ เป็นไปพร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายกำหนัด ความดับ ความรำงับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อม และนิพพาน.
จงบวชเพื่อรู้ความดับทุกข์
เหมือนเขาทั้งหลายผู้บวชแล้วโดยชอบ
ภิกษุทั้งหลาย ! กุลบุตรทั้งหลาย จักออกจากเรือน บวชแล้ว ก็ จักบวช เพื่อการรู้ยิ่งตามเป็นจริง ซึ่งความจริงอันประเสริฐสี่อย่าง. คือ ความจริงอันประเสริฐเรื่องทุกข์, เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์, เรื่องความดับไม่เหลือของทุกข์, และเรื่องทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
สมณพราหมณ์ที่แท้ คือละความโลภ โกรธ หลง
ภิกษุทั้งหลาย ! ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ : นี้เรียกว่า ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ.
การรู้อริยสัจเป็นของไม่เหลือวิสัย
พระอริยบุคคล จึงมีปริมาณมาก
ภิกษุ ผู้สาวกของเรา บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้กระทำให้แจ้งแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
ภิกษุณี ผู้สาวิกาของเรา บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ได้กระทำให้แจ้งแล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสก ผู้สาวกของเรา พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว อยู่ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์, เป็นพระอนาคามี , เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสก ผู้สาวกของเรา พวกเป็นคฤหัสถ์นุ่งขาว ยังบริโภคกาม เป็นผู้ ทำตามคำสอน เป็นผู้ สนองโอวาท มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี่อะไรๆ มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสิกา ผู้สาวิกาของเรา พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว อยู่ประพฤติกับผู้ประพฤติพรหมจรรย์, เป็นพระอนาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสัญโญชน์มีส่วนในเบื้องต่ำห้าอย่าง มีอยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อุบาสิกา ผู้สาวิกาของเรา พวกเป็นหญิงคฤหัสถ์นุ่งขาว ยังบริโภคกาม เป็นผู้ ทำตามคำสอน เป็นผู้ สนองโอวาท มีความสงสัยอันข้ามได้แล้ว ไม่ต้องกล่าวด้วยความสงสัยว่า นี่อะไรๆก็มี อยู่ไม่ใช่ร้อยเดียว ไม่ใช่ห้าร้อย มีอยู่มากกว่ามาก โดยแท้.
อริยสัจสี่โดยสังเขป
ความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือเหตุให้เกิดทุกข์, ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์, และความจริงอันประเสริฐ คือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
ทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คำตอบคือ ขันธ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่นห้าอย่าง. คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือตัณหา อันประกอบด้วยความกำหนัดเพราะอำนาจความเพลิน มักทำให้เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่ ตัณหาในกาม,ตัณหาในความมีความเป็น, ตัณหาในความไม่มีไม่เป็น,
ความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดยไม่เหลือของตัณหา ความปล่อยวางซึ่งตัณหานั่นเอง
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางประกอบด้วยองค์ ๘ นี้นั่นเอง คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ; การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ; ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. พวกเธอพึง ทำความเพียร เพื่อให้รู้ตามเป็นจริง ว่า “นี้เป็นความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้เป็นทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์,” ดังนี้เถิด.
คำชี้ชวนวิงวอน
ภิกษุทั้งหลาย ! การประพฤติปฎิบัติ อันเธอพึงกระทำ เพื่อให้รู้ว่า
“นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์
นี้ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์.”
นั่น โคนไม้ ; นั่น เรือนว่าง.
พวกเธอจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท,
อย่าเป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! นิพพาน เราได้แสดงแล้ว,
ทางให้ถึงนิพพาน เราก็ได้แสดงแล้ว แก่เธอทั้งหลาย.
กิจใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล
อาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย,
กิจนั้น เราได้ทำแล้วแก่พวกเธอ.
นี่แหละ วาจาเครื่องพร่ำสอนของเรา แก่เธอทั้งหลาย.
ความเพลินในธาตุสี่เท่ากับความเพลินในทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใด ย่อมเพลินอย่างยิ่ง ซึ่ง ธาตุดิน น้ำ ไฟ และลม, ผู้นั้นย่อมเพลินอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, เราย่อมกล่าวว่า “ผู้ใด ย่อมเพลินอย่างยิ่ง ซึ่งสิ่งเป็นทุกข์, ผุ้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้ จากทุกข์”
อุปมาแห่งองค์ประกอบของการเกิด
ภิกษุ ทั้งหลาย ! ที่อาศัยเกิดของวิญญาณ สี่อย่าง ( คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร ) พึงเห็นว่าเหมือนกับดิน ; ความพอใจและเพลิดเพลิน พึงเห็นว่าเหมือนกับน้ำ ; วิญญาณ ซึ่งประกอบด้วยเหตุ
ดังกล่าว พึงเห็นว่าเหมือนกับพืชสด ดังนี้.
ผู้ติดบ่วง ผู้หลุดจากบ่วง
บุคคลผู้ยึดมั่นอยู่ ซึ่งรูป ... ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ชื่อว่ามีเครื่องผูกแห่งความตาย ; ส่วนผู้ไม่ยึดมั่นอยู่ ซึ่งรูป .. ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ชื่อว่าพ้นแล้วจาก (เครื่องผูกแห่ง) ความตาย.
เบญจขันธ์ไม่เที่ยง
...ภิกษุทั้งหลาย ! รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง, สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้น เป็นทุกข์, สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้น เป็นอนัตตา, สิ่งใด เป็นอนัตตา พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบ ตามที่เป็นจริง อย่างนี้ว่า “นั่น ไม่ใช่ของเรา, นั่นไม่ใช่เรา, นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ดังนี้ …
เพลินในเบญจขันธ์เท่ากับเพลินในทุกข์
ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ในรูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ. ผู้นั้น เท่ากับ เพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เป็นทุกข์ เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์”
ความทุกข์ของเทวดาและมนุษย์ตามธรรมชาติ
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย มีรูปเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในรูป บันเทิงแล้วในรูป ย่อมอยู่ เป็นทุกข์ เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
ภิกษุ ทั้งหลาย ! ส่วนตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธะ รู้แจ้งความเกิด ความตั้งอยู่ไม่ได้ รสอร่อย โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก แห่งรูป ตามเป็นจริง ไม่มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่ยินดีในรูป ไม่บันเทิงในรูป ยังคงอยู่เป็นสุขแม้เพราะความแปรปรวนจางคลายดับไปแห่งรูป.
เป็นทุกข์เพราะติดอยู่ในรูปนาม
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บันเทิงด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง เสื่อมสลาย และความดับไปของรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ;
ทุกข์เพราะยึดถือสิ่งที่ยึดถือไม่ได้
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนแม่น้ำ ซึ่งมีกำเนิดแต่ภูเขา ไหลไปทางต่ำ สิ้นระยะไกล มีกระแสเชี่ยวจัด ถ้าหากหญ้าหรือต้นไม้ อันเกิดอยู่ริมฝั่งทั้งสองของแม่น้ำนั้น ที่ย้อยกิ่งก้านใบลงปกฝั่งทั้งสองของแม่น้ำ แล้วบุรุษผู้หนึ่ง ถูกกระแสแห่งแม่น้ำนั้นพัดมา ถ้าจะจับหญ้าหรือต้นไม้ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นก็จะพึงขาดหลุดไป เพราะกระแสเชี่ยวจัดของแม่น้ำ บุรุษนั้นย่อมถึงการพินาศเพราะการทำเช่นนั้น อุปมานี้ฉันใด
ภิกษุทั้งหลาย ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ ปุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่ฉลาด ไม่ถูกแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ย่อมตามเห็นพร้อมอยู่เป็นประจำ ซึ่งรูป โดย ความเป็นตน, เห็นซึ่งตน ว่าเป็นรูป, เห็นซึ่งรูป ว่ามีอยู่ในตน, เห็นซึ่งตน ว่ามีอยู่ในรูป. รูปนั้นย่อมแตกสลายแก่เขา เขาย่อมถึงการพินาศ เพราะข้อนั้นเป็นเหตุ ดังนี้.
ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่กับ ตา, เพลิดเพลินอยู่กับหู, เพลิดเพลินอยู่กับจมูก, เพลิดเพลินอยู่กับลิ้น, เพลิดเพลินอยู่กับกาย, และเพลิดเพลินอยู่กับใจ ; ผู้นั้น ชื่อว่า เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์.”
ไม่พ้นทุกข์เพราะมัวเพลินในอายตนะ
( อีกนัยหนึ่ง )
ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้ใดเพลิดเพลินอยู่กับรูป, เพลิดเพลินอยู่กับเสียง, เพลิดเพลินอยู่กับกลิ่น, เพลิดเพลินอยู่กับรส, เพลิดเพลินอยู่กับโผฎฐัพพะ, และเพลิดเพลินอยู่กับธรรมารมณ์ ; ผู้นั้น ชื่อว่า เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า “ผู้ใด เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมไม่หลุดพ้นไปได้จากทุกข์.”
ความอร่อยกลางกองทุกข์
(ความลวงของกาม)
... สัตว์ทั้งหลาย ยังเป็นผู้ไม่ไปปราศจากความกำหนัดในกามทั้งหลาย ถูกกามตัณหาแทะกัดอยู่ ถูกความเร่าร้อน เพราะกามแผดเผาอยู่ ก็ยังขืนเสพกามทั้งหลายอยู่นั่นเอง. เขายังทำเช่นนั้น อยู่เพียงใด , กามตัณหาของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเจริญขึ้นด้วย เขาถูกความเร่าร้อนเพราะกามแผดเผาอยู่ด้วย และสัตว์เหล่านั้น จะมีความรู้สึกว่าความพอใจ และความสบายเนื้ออยู่บ้าง ก็ตรงที่รสอันอาศัยกามคุณ ๕ เป็นเหตุอยู่เพียงนั้น เท่านั้นแล....
ความอร่อยที่ไม่คุ้มกับความทุกข์
...กามทั้งหลาย เรากล่าวแล้วว่า มีรสอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีเรื่องทำให้คับแค้นใจมาก และมีโทษอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่ ควรเปรียบด้วยท่อนแห่งกระดูก , ควรเปรียบด้วยชิ้นเนื้อ , ควรเปรียบด้วยคบเพลิงหญ้า , ควรเปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง , ควรเปรียบด้วยของในความฝัน , ควรเปรียบด้วยของยืม , ควรเปรียบด้วยผลไม้ , ควรเปรียบด้วยเขียงสับเนื้อ , ควรเปรียบด้วยหอกและหลาว , และควรเปรียบด้วยหัวงู ฉะนั้น.
อะไรคือ “กาม” ที่แท้จริง
... ความกำหนัดไปตามอำนาจความคิดปรุงแต่ง นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลกนั้น หาใช่กามไม่ ; ความกำหนัดไปตามอำนาจความคิดปรุงแต่ง นั่นแหละคือกามของคนเรา ; อารมณ์อันวิจิตร ก็มีอยู่ในโลกตามประสาของมันเท่านั้น ; ดังนั้น ผู้มีปัญญาจึงนำออกเสียซึ่งความพอใจ ในอารมณ์อันวิจิตรเหล่านั้น ดังนี้.
เหตุเกิด, และวิธีดับกาม
ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุให้เกิดขึ้นแห่งกาม คือ ผัสสะ
ภิกษุทั้งหลาย ! ความดับแห่งกามย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ มรรคมีองค์แปด นี้ นั่นแล เป็น วิธีกระทำให้ถึงซึ่งความดับแห่งกาม ; วิธีนั้นได้แก่ ความเห็นถูกต้อง ความคิดถูกต้อง; การพูดจาถูกต้อง การงานถูกต้อง อาชีพถูกต้อง ; ความเพียรถูกต้อง สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง.
กามเปรียบด้วยรูรั่วของเรือ
เมื่อสัตว์ มีความใคร่ในกามอยู่ , ถ้ากามนั้น สำเร็จแก่เขา คือเขาได้ตามปรารถนาแล้ว , เขา ย่อมมีปีติในใจ โดยแท้ . เมื่อสัตว์ ผู้มีความพอใจ กำลังใคร่ในกามอยู่ , ถ้ากามนั้น สูญหายไป , เขา ย่อมเดือดร้อน เหมือนถูกแทงด้วยศร ฉะนั้น.
ผู้ใด เข้าไปผูกใจอยู่ในที่นา ที่สวน เงิน โค ม้า ทาสชาย และสตรี พวกพ้อง และกามทั้งหลายอื่นๆเป็นอันมาก กิเลสมาร ย่อมครอบงำบุคคลนั้นได้ , อันตรายรอบด้าน ย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้น;
เพราะเหตุนั้น ความทุกข์ ย่อมติดตามเขา เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรืออันแตกแล้ว ฉะนั้น.
อาหารเครื่องหล่อเลี้ยงของอวิชชา
ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่า ถึงแม้อวิชชา ก็เป็นธรรมชาติมีอาหาร หาใช่เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอาหารไม่ ก็อะไรเล่า เป็นอาหารของอวิชชา ? คำตอบพึงมีว่า “นิวรณ์ทั้งหลาย ๕ ประการ เป็นอาหารของอวิชชา” ดังนี้ .
ขั้นตอนที่ทำให้ความอยากบริบูรณ์
...การไม่สำรวมอินทรีย์บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำทุจริต ๓ ประการให้บริบูรณ์ ;
ทุจริต ๓ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำนิวรณ์ ๕ ประการให้บริบูรณ์ ;
นิวรณ์ ๕ ประการบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำอวิชชาให้บริบูรณ์ ;
อวิชชาบริบูรณ์แล้ว ย่อมทำภวตัณหาให้บริบูรณ์.
เครื่องดักสัตว์ไปสู่อบายและเวียนว่ายตายเกิด
ตัณหา อันมีธรรมชาติ เหมือนข่ายเป็นเครื่องดักสัตว์ มีธรรมชาติไหลนอง แผ่กว้าง เป็นเครื่องเกาะเกี่ยวของสัตว์, ซึ่งด้วยตัณหานั้นเอง สัตว์โลกนี้ ถูกปกคลุมหุ้มห่อไว้ ถูกทำให้ยุ่งเหยิงเหมือนด้ายยุ่ง ประสานกันสับสนดุจรังนก นุงนังเหมือนพงหญ้ายุ่งเหยิง จึงไม่ล่วงพ้นอบาย ทุคติ วินิบาต และสังสารวัฎไปได้.
เหตุที่ทำให้ฟังธรรมไม่รู้เรื่อง
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย . เหตุห้าอย่างอะไรเล่า ? ห้าอย่างคือ สนใจแต่คำพูด สนใจแต่ผู้พูด สนใจแต่ตัวเอง เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้.
บุคคลฟังธรรมไม่รู้เรื่องเพราะเหตุใด
ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลประกอบอยู่ด้วยเหตุห้าอย่าง แม้ฟังธรรมอยู่ ก็ไม่อาจเพื่อจะก้าวลงสู่นิยาม คือความถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลาย เหตุห้าอย่าง อะไรเล่า ? ห้าอย่างคือ เป็นคนลบหลู่ฟังธรรม มีจิตมากไปด้วยความลบหลู่แข่งดีฟังธรรม คอยจับจ้องความผิดพลาดในผู้แสดงธรรมด้วยจิตมุ่งร้ายแข็งกระด้าง เป็นคนโง่เง่าเงอะงะ มัวแต่สำคัญตนว่ารู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้.
ภพแม้ชั่วเสี้ยวเวลาก็ยังน่ารังเกียจ
ภิกษุทั้งหลาย ! คูถ แม้นิดเดียว ก็เป็นของมีกลิ่นเหม็น ฉันใด ; ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งที่เรียกว่า ภพ คือที่เกิดของสัตว์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน , แม้มีประมาณน้อยชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไม่มีคุณอะไรที่พอจะกล่าวได้ .
ที่ตั้งอาศัยเกิดแห่งตัณหา
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งใด มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก , ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้น , เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ในสิ่งนั้น .
ภิกษุทั้งหลาย ! ก็สิ่งใดเล่า มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ?
ภิกษุทั้งหลาย ! ตา , หู , จมูก , ลิ้น , กาย, และ ใจ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะเกิด ย่อมเกิดขึ้น ในสิ่งนั้นๆ, เมื่อจะตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ ในสิ่งนั้นๆ.
ภาวะเป็นที่รักที่ยินดี เป็น หนามในอริยวินัยนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้หนึ่ง จะพึงเข้าไปสู่ป่า ที่มีหนามมาก ; คือ หนามข้างหน้าของบุรุษนั้น ก็มีอยู่, หนามข้างหลัง ก็มีอยู่, หนามข้างเหนือ , หนามข้างใต้ , หนามข้างล่าง , หนามข้างบน ก็มีอยู่, บุรุษนั้น จะต้องมีสติ ค่อยๆก้าวไปข้างหน้า มีสติ ค่อยๆถอยกลับหลัง ด้วยคิดอยู่ว่า “หนามอย่ายอก อย่าตำ เราเลย”
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น, ภาวะเป็นที่รัก ภาวะเป็นที่ยินดี ในโลกใดๆ เราเรียกว่า “หนามในวินัยของพระอริยเจ้า” ดังนี้ แล.
ความไม่รู้ในเรื่องอะไรจึงถูกเรียกว่าอวิชชา
ภิกษุทั้งหลาย ! อวิชชา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ความไม่รู้อันใด เป็นความไม่รู้ในทุกข์, เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์, เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์, และเป็นความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์, ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรียกว่า อวิชชา.
แม้อวิชชาก็มีขึ้นเพราะเหตุปัจจัย
ภิกษุทั้งหลาย ! ที่สุดในเบื้องต้นของอวิชชา ย่อมไม่ปรากฎ ; ก่อนแต่นี้ อวิชชามิได้มี ; แต่ว่า อวิชชาเพิ่งมีต่อภายหลัง. ภิกษุทั้งหลาย ! คำกล่าวอย่างนี้แหละ เป็นคำที่ใครๆ ควรกล่าว และควรกล่าวด้วยว่า “อวิชชา ย่อมปรากฏเพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย.” ดังนี้.
อาการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์
(ทรงแสดงด้วยผัสสะ)
อานนท์ ! ความทุกข์นั้น เรากล่าวว่า เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเกิดขึ้น ความทุกข์นั้น อาศัยเหตุอะไรเล่า ? ความทุกข์นั้น อาศัยเหตุ คือ ผัสสะ , ผู้กล่าวอย่างนี้แล ชื่อว่า กล่าวตรงตามที่เรากล่าว ไม่เป็นการกล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง; แต่เป็นการกล่าวโดยถูกต้อง.
อาการเกิดแห่งความยึดถือ
ความเพลินใด ในรูป , ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน.
ความเพลินใดในอารมณ์ , ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน.
อาการเกิดแห่งความทุกข์
“ทุกข์ใดๆที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต ทุกข์ทั้งหมดนั้นมีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะว่า ฉันทะเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์ ; และทุกข์ใดๆอันจะเกิดขึ้นในอนาคต ทุกข์ทั้งหมดนั้นก็มีฉันทะเป็นมูล มีฉันทะเป็นเหตุ เพราะว่า ความพอใจเป็นมูลเหตุแห่งทุกข์.”
การเกิดย่อมมีถ้า นึก, คิด, ผูกจิตในอารมณ์
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าบุคคลย่อมนึก ถึงสิ่งใดอยู่, ย่อมคิด ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตฝังลงไปในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ, เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณ ย่อมมี; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไป ย่อมมี:
“ทุกข์” เพราะ “เพลิน”
มิคชาละ ! เรากล่าวว่า “ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์ มีได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งความเพลิน”
อาการที่ทุกข์เกิดจากอาหาร
ภิกษุทั้งหลาย! อาหารสี่อย่างเหล่านี้ มีอยู่ เพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งสัตว์ ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด. สี่อย่างคือ อาหารคือคำข้าว , อาหารคือ ผัสสะ, อาหารคือ ความนึก คิด, อาหารคือ วิญญาณ.
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้ามีราคะ มีนันทิ มีตัณหา ใน อาหารคือคำข้าว ไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ได้ เจริญงอกงามอยู่ได้ ในอาหารคือคำข้าวนั้นๆ.
ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนช่างย้อม หรือช่างเขียน. เมื่อมีน้ำย้อม หรือสี ก็จะพึงเขียนรูปสตรี หรือ รูปบุรุษ ลงที่ฝาผนัง หรือผืนผ้า ซึ่งเกลี้ยงเกลา ได้ครบทุกส่วน. ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย ! ....วิญญาณตั้งอยู่ได้ในที่ใด....การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด, ชาติ ชรา และมรณะต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น. ชาติ ชรา และมรณะ ต่อไป มีอยู่ ในที่ใด ; ภิกษุทั้งหลาย ! เราเรียก ที่นั้น ว่า “เป็นที่มีโศก มีธุลี และมีความคับแค้น.
ปุถุชนไม่มีอุบายแก้ทุกข์แบบอื่นนอกจากกามสุข
ปุถุชนนั้น อันทุกขเวทนาถูกต้องอยู่ ย่อมจะน้อมนึกพอใจซึ่งกามสุข. ข้อนั้น เพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะปุถุชนผู้ไม่มีการสดับ ย่อมไม่รู้ชัดอุบายปลดเปลื้องซึ่งทุกขเวทนาอื่นนอกไปจากกามสุข. เมื่อปุถุชนนั้น พอใจยิ่งอยู่ซึ่งกามสุขที่ตนน้อมนึก, ราคานุสัยอันใด อันเกิดจากสุขเวทนา, ราคานุสัยอันนั้น ย่อมนอนตามซึ่งปุถุชนนั้น.
เห็นโลกก็เห็นเหมือนเห็นฟองน้ำและพยับแดด
บุคคลพึงเห็นโลกประดุจฟองน้ำ หรือพยับแดดฉันใด, พญามัจจุราช จักไม่เห็นบุคคลผู้ซึ่งพิจารณาเห็นโลก ฉันนั้นอยู่ แล.
เห็นโลกชนิดที่ความตายไม่เห็นเรา
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพฤษี ! ...ข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นโลกอย่างไร ความตายจึงจะไม่แลเห็นข้าพระองค์เล่า พระเจ้าข้า ?
ดูก่อน โมฆราช ! ท่านจงเป็นคนมีสติ ถอนความตามเห็นว่าเป็นตัวตนออกเสีย พิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของว่างเปล่าทุกเมื่อเถิด. ท่านจะพึงข้ามความตายเสียได้ ด้วยข้อปฎิบัติอย่างนี้, ความตายจะไม่แลเห็นท่าน ผู้พิจารณาเห็นโลกอยู่ โดยอาการอย่างนี้ แล.
“ที่” ซึ่งนามรูปดับไม่มีเหลือ
“สิ่ง” สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด มีทางปฎิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ, นั้นมีอยู่ ; ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่อาจเข้าไปอยู่ได้ ใน “สิ่ง” นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่อาจเข้าไปอยู่ได้ ใน “สิ่ง” นั้นแหละ นามรูป ดับสนิทไม่เหลือ ; นามรูป ดับสนิท ใน “สิ่ง” นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ.
“สิ่งนั้น” หาพบได้ในกายนี้
“แน่ะเธอ ! ที่สุดโลก แห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ; เราไม่กล่าวว่าใครๆอาจรู้ อาจเห็น อาจถึง ที่สุดแห่งโลกนั้น ด้วยการไป.
แน่ะเธอ ! ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังประกอบด้วยสัญญาและใจนี่เอง, เราได้บัญญัติโลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิทไม่เหลือของโลก, และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลก ไว้”
สิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งไม่มีสภาวะแบบโลกให้ปรากฏ
ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่อาจเข้าไปอยู่ ในที่ใด ; ในที่นั้นดาวฤกษ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ส่องแสง; ในที่นั้น, ดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏ ; ในที่นั้น, ดวงจันทร์ก็ไม่ส่องแสง; แต่ความมืด ก็มิได้มีอยู่, ในที่นั้น.
เมื่อ “เธอ” ไม่มี !
พาหิยะ ! เมื่อใด เธอเห็นรูปแล้ว สักว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าฟัง, ได้กลิ่น, ลิ้มรส, สัมผัสทางผิวกาย, ก็สักว่า ดม ลิ้ม สัมผัส, ได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ ก็สักว่าได้รู้แจ้ง แล้ว; เมื่อนั้น “เธอ” จักไม่มี. เมื่อใด “เธอ” ไม่มี; เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้, ไม่ปรากฏในโลกอื่น, ไม่ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง : นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ ละ.
อุปมาสภาวะนิพพาน
ภิกษุทั้งหลาย ! “สิ่ง” สิ่งนั้นมีอยู่ , เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม. ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่โลกอื่น, ไม่ใช่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง.
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีอันเดียวกับ “สิ่ง” สิ่งนั้น เราไม่กล่าวว่ามีการมา, ไม่กล่าวว่ามีการไป, ไม่กล่าวว่ามีการหยุด, ไม่กล่าวว่ามีการตาย , ไม่กล่าวว่ามีการเกิดขึ้น. สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่, สิ่งนั้นมิได้เป็นไป และสิ่งนั้นมิใช่อารมณ์; นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งทุกข์ ละ.
สิ่งนั้นมีแน่ !
ภิกษุทั้งหลาย ! สิ่งซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั้นมีอยู่. ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าหากว่า สิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จักไม่มีอยู่แล้วไซร้, ความรอดออกไปได้ของ สิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ก็จักไม่ปรากฏเลย.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่มีสิ่ง ซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกกระทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั่นเอง จึงได้มีความรอดออกไปได้ ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง, ปรากฎอยู่.
ทิ้งความกังวล ความถือมั่น ก็ นิพพาน
ความไม่กังวล ความไม่ถือมั่น นั่นแล คือ ธรรมอันเป็นเกาะ ไม่มีธรรมอื่นอีก. เรากล่าวธรรมนั้นว่า “นิพพาน” เป็นที่หมดสิ้นแห่งชราและมรณะ แล.
การเปรียบเทียบคุณสมบัติ สมมุติ กับ วิมุติ
ลักษณะแห่ง สมมุติ มี
1. มีการเกิดปรากฎ
2. มีการเสื่อมปรากฎ
3. เมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ
ลักษณะแห่งวิมุติ มี
1. ไม่ปรากฏมีการเกิด
2. ไม่ปรากฏมีการเสื่อม
3. เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ
คำพูดเป็นประโยชน์ ๑๐ เรื่อง
เรื่องที่ควรพูด ๑๐ ประการ อันเป็นไปเพื่อขูดเกลากิเลส คือ
1. เรื่องปรารถนาน้อย
2. เรื่องสันโดษ
3. เรื่องความสงบสงัด
4. เรื่องไม่คลุกคลี
5. เรื่องมีความเพียร
6. เรื่องศีล
7. เรื่องสมาธิ
8. เรื่องปัญญา
9. เรื่องวิมุตติ
10. เรื่องวิมุตติญาณทัสสนะ
การไม่เพลินกับของเกิดของตาย เป็นธรรมชาติอันสงบ
ใครๆไม่ควรเพลิดเพลิน ต่อสิ่งซึ่งเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว อันปัจจัยกระทำแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ไม่ยั่งยืน เป็นไปเพื่อชราและมรณะ เป็นรังโรค เป็นของผุพัง มีอาหารและตัณหา เป็นแดนเกิด.
ส่วนการออกไปเสียได้จากสิ่งนั้น เป็นธรรมชาติอันสงบ ไม่เป็นวิสัยแห่งความตรึก, เป็นของยั่งยืน, ไม่เกิด, ไม่เกิดขึ้นพร้อม, ไม่มีโศก, ปราศจากธุลี, เป็นที่ควรไปถึง, เป็นที่ดับแห่งสิ่งที่มีความทุกข์เป็นธรรมดา เป็นความเข้าไปสงบรำงับแห่งสังขาร เป็นสุข.
พระโพธิญาณเถร(หลวงพ่อชา สุภัทโท)
พระโพธิญาณเถร(หลวงพ่อชา สุภัทโท)
ทำบาปแลกบุญ
จะ"ขาดทุน"เรื่อยไป
การละบาป เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำบุญ
ทุกข์ ก็ไม่สบาย ร้องไห้
เมื่อสุขมา ก็หัวเราะ
นี่เป็นภาษาของเด็กไม่รู้เรื่อง
มีหัวเราะมีร้องไห้ มีดีใจ มีเสียใจ
แล้วมันจะจบเมื่อไร
ทำความดีอยู่คนเดียว
ไม่มีใครเห็น มันก็ยังดี
อยู่นั่นเอง
การพิจารณาตัดสินผู้อื่น
มีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน
จง "เฝ้าดูตนเอง"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
กิเลส ทั้งหลายเป็นครูสอนเรา
ไม่ละบาป ไม่ละความชั่วแล้ว
จิตมันไม่ผ่องใสหรอก
กาย วาจาของเราก็เช่นกัน
ถ้ามีคนรักษามันก็งาม
ความชั่วช้าลามก สกปรก
ก็เกิดขึ้นมาไม่ได้
"เฝ้าดูจิต" นี่แหละคือการปฏิบัติของเรา
ซึ่งจะนำไปสู่ ความไม่เห็นแก่ตัว
และความสงบสันติ
โลภโกรธ หลง
ต้องแก้ด้วย
ศีล สมาธิ ปัญญา
เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็ให้ทำตัวเป็นพระภิกษุใหม่อยู่เสมอ
ไม่ใช่ว่าเก่า สยดสยองอยู่ต่อข้อประพฤติปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอด้วยใจ
จะยืน เดิน นั่งนอน จิตก็ปรารภอยู่ เราจะมีความมักน้อย โดยวิธีอย่างไร
จะปฏิบัติอย่างไร ถึงจะเป็นอย่างนั้น
ให้เรารำลึกอยู่อย่างนี้เสมอ
ให้รู้จักความรับผิดชอบเฉพาะตัวเรา
อยู่ทุกเวลานั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย
ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ด้วยการคิด
ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน
หรือจะอยู่เฉยๆ ไม่ปฏิบัติภาวนาเลย
ความสงสัย ก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน
กิเลสจะหายสิ้นไปได้ ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต
ซึ่งจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น"
เวลานี้ ไม่เรียนรู้ น่าเสียดาย
ไม่ขยันวันนี้ น่าเสียดาย
กายไม่บำเพ็ญ น่าเสียดาย
ใจนี้ไม่กระจ่าง น่าเสียดาย
อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเห็นโทษจริงๆแล้วเราจึงถอนตัวออกมาได้
ถ้าไม่เห็นโทษจริงๆ ก็ไม่สามารถจะถอนตัวออกมาได้
ตัววิชชานี้แหละ มันคลอดออกมาจากตัวอวิชชา
ตัวรู้นี้มันจะคลอดออกมาจากความไม่รู้
ตัวสะอาดนี้มันคลอดออกมาจากตัวสกปรก มันเป็นอย่างนี้
การหัวเราะเป็นอาการของคนบ้า
การร้องไห้เป็นอาการของทารก
ฉะนั้น ท่านผู้ถึงความสงบ
จะไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้
กฎระเบียบ คำสั่งสอน
ของพ่อแม่ ครู อาจารย์
เมื่อเราไม่ทำตาม
ได้ชื่อว่า เป็นการลบล้าง
รากฐานที่จะต้องปฏิบัติใหม่ๆนี่
๑. ให้เป็นคนซื่อสัตย์
๒. ให้เป็นคนกลัว ละอายต่อบาป
๓. มีลักษณะที่ถ่อมตนอยู่ในใจของเรา
ใคร ในโลกนี้อยากเอาทุกข์ใส่ตัว มีไหม
ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ
ไม่อยากได้ทุกข์ แต่ว่าสร้างเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมา
ก็เท่ากับแสวงหาทุกข์นั่นเอง
ทำบาปแลกบุญ
จะ"ขาดทุน"เรื่อยไป
การละบาป เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำบุญ
ทุกข์ ก็ไม่สบาย ร้องไห้
เมื่อสุขมา ก็หัวเราะ
นี่เป็นภาษาของเด็กไม่รู้เรื่อง
มีหัวเราะมีร้องไห้ มีดีใจ มีเสียใจ
แล้วมันจะจบเมื่อไร
ทำความดีอยู่คนเดียว
ไม่มีใครเห็น มันก็ยังดี
อยู่นั่นเอง
การพิจารณาตัดสินผู้อื่น
มีแต่จะเพิ่มความหยิ่งทะนงตน
จง "เฝ้าดูตนเอง"
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
กิเลส ทั้งหลายเป็นครูสอนเรา
ไม่ละบาป ไม่ละความชั่วแล้ว
จิตมันไม่ผ่องใสหรอก
กาย วาจาของเราก็เช่นกัน
ถ้ามีคนรักษามันก็งาม
ความชั่วช้าลามก สกปรก
ก็เกิดขึ้นมาไม่ได้
"เฝ้าดูจิต" นี่แหละคือการปฏิบัติของเรา
ซึ่งจะนำไปสู่ ความไม่เห็นแก่ตัว
และความสงบสันติ
โลภโกรธ หลง
ต้องแก้ด้วย
ศีล สมาธิ ปัญญา
เมื่อบวชเข้ามาแล้ว ก็ให้ทำตัวเป็นพระภิกษุใหม่อยู่เสมอ
ไม่ใช่ว่าเก่า สยดสยองอยู่ต่อข้อประพฤติปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอด้วยใจ
จะยืน เดิน นั่งนอน จิตก็ปรารภอยู่ เราจะมีความมักน้อย โดยวิธีอย่างไร
จะปฏิบัติอย่างไร ถึงจะเป็นอย่างนั้น
ให้เรารำลึกอยู่อย่างนี้เสมอ
ให้รู้จักความรับผิดชอบเฉพาะตัวเรา
อยู่ทุกเวลานั่นเอง
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า
"อานนท์ ปฏิบัติให้มาก ทำให้มาก แล้วจะสิ้นสงสัย
ความสงสัยจะไม่มีวันสิ้นไปได้ด้วยการคิด
ด้วยทฤษฎี ด้วยการคาดคะเน หรือด้วยการถกเถียงกัน
หรือจะอยู่เฉยๆ ไม่ปฏิบัติภาวนาเลย
ความสงสัย ก็หายไปไม่ได้อีกเหมือนกัน
กิเลสจะหายสิ้นไปได้ ก็ด้วยการพัฒนาทางจิต
ซึ่งจะเกิดได้ ก็ด้วยการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น"
เวลานี้ ไม่เรียนรู้ น่าเสียดาย
ไม่ขยันวันนี้ น่าเสียดาย
กายไม่บำเพ็ญ น่าเสียดาย
ใจนี้ไม่กระจ่าง น่าเสียดาย
อะไรทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเห็นโทษจริงๆแล้วเราจึงถอนตัวออกมาได้
ถ้าไม่เห็นโทษจริงๆ ก็ไม่สามารถจะถอนตัวออกมาได้
ตัววิชชานี้แหละ มันคลอดออกมาจากตัวอวิชชา
ตัวรู้นี้มันจะคลอดออกมาจากความไม่รู้
ตัวสะอาดนี้มันคลอดออกมาจากตัวสกปรก มันเป็นอย่างนี้
การหัวเราะเป็นอาการของคนบ้า
การร้องไห้เป็นอาการของทารก
ฉะนั้น ท่านผู้ถึงความสงบ
จะไม่หัวเราะ ไม่ร้องไห้
กฎระเบียบ คำสั่งสอน
ของพ่อแม่ ครู อาจารย์
เมื่อเราไม่ทำตาม
ได้ชื่อว่า เป็นการลบล้าง
รากฐานที่จะต้องปฏิบัติใหม่ๆนี่
๑. ให้เป็นคนซื่อสัตย์
๒. ให้เป็นคนกลัว ละอายต่อบาป
๓. มีลักษณะที่ถ่อมตนอยู่ในใจของเรา
ใคร ในโลกนี้อยากเอาทุกข์ใส่ตัว มีไหม
ไม่มีใครทั้งนั้นแหละ
ไม่อยากได้ทุกข์ แต่ว่าสร้างเหตุให้ทุกข์เกิดขึ้นมา
ก็เท่ากับแสวงหาทุกข์นั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)