วาทะธรรมหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
อ.พร้าว จ. เชียงใหม่ วัดดอยแม่ปั๋ง
“ ปูชา จ ปูชนียานํ ”
การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
เป็นมงคลอันสูงสุด
“ อะเสวะนา จะพาลานัง บัณฑิตานัญ จะ เสวะนา ”
การไม่คบคนพาล คบบัณฑิต
เป็นมงคลอันสูงสุด
“ อตีตา ธรรมเมา อนาคตา ธรรมเมา ”
ปัจจุบันเป็นธรรมโม
“ ธรรมทั้งหลาย ที่ดีก็ดี ที่ชั่วก็ดี
มันไหลมาแต่เหตุ ครั้นรู้เท่าแล้ว
มันก็ดับ อวิชชาก็ดับ
“ หลงก็พอแล้ว โลภก็พอแล้ว โกรธก็พอแล้ว อันนี้เป็นรากเป็นเหง้าของกิเลสตัณหาทั้งหลาย ”
“ เจตนาเป็นตัวกรรม ให้ตั้งอยู่ในเจตนาที่จะรักษากายให้จริงกาย
จริงวาจา จริงใจนี่ ไม่ให้มันฟุ้งซ่านรำคาญไป ”
“ ให้นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
เป็นสรณะ ขออานุภาพปกเกล้า ปกกระหม่อม ให้ปราศจากภัยอันตรายทั้งหลายให้ไปเป็นสุข ถึงรถจะไปคว่ำหรือชนกัน
ก็บ่เป็นหยังดอก ”
“ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย มันเป็น
ของจริง ในเมื่อเรายังมีภพมีชาติอยู่
เวลาหยุดพักผ่อนก็ให้ทำความสงบทันที ปฏิบัติที่ใจนี้ ”
“ อาศัยกำลังทั้งห้า คือ กำลังศรัทธา
กำลังความเพียร กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา ให้รู้แจ้งชัชชวาล
เพื่อดับขันธปรินิพพาน ”
“ แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
รู้ที่ใจนี้แหละใจจึงเป็นเหตุ
ก็เอาใจนี่แหละละ ก็เอาใจนี่แหละถอน
เอาใจนี่แหละวาง...มันจึงจะใช้ได้ ”
“ รักษาตา รักษาจมูก รักษาลิ้น รักษาหู รักษากายใจให้ตลอด เวลาพูดอยู่ก็น้อมเข้ามาหาใจ มากำหนดให้รู้ใจของตน ”
“ ความเพียร กับ ความมีสติ
คืออันเดียวกัน มีสติแล้ว
ใจก็ผ่องใสเบิกบาน ”
“ เอาใจนี้เป็นผู้รู้ ใจนี้แหละเป็นผู้หลง
ใจนี้แหละเป็นผู้ละ ปฏิบัติกาย วาจา ใจ
ให้เรียบร้อย กายนี่ก็ออกจาก
ใจนี่แหละให้พิจารณากายนี่เขาก็ไม่เที่ยง
ใจนี่เขาก็ไม่เที่ยง ”
“ ความเกิดมีแล้ว ความแก่ ความตายมันก็มีอยู่ ไม่มีใครพ้นตาย เกิดก็เกิดเต็มแผ่นดิน ตายก็ตายเต็มแผ่นดินอยู่ ”
“ ต้องเอาสมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่
เป็นที่ตั้ง เป็นฐานของศีล ของทาน
ของภาวนาเอาสมบัตินี้เป็นที่ตั้งของปัญญา เพื่อทำลายอกุศลธรรม ”
“ เวลาจะทำจิตทำใจของเรา
ต้องวางหมด อย่าให้มีสิ่งใด
ไม่ดีมีอยู่ในใจ จะเดือดร้อน ”
“ มีพุทโธ ธัมโม สังโฆ
เป็นอารมณ์ของใจ อย่าให้เป็น
ธรรมเมา เมาคิด เมาอ่าน
เมาอดีต เมาอนาคต ใช้การไม่ได้ ”
“ คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม
หลงก็ตาม โกรธก็ตาม
คิดขึ้นแล้วมีสติ มันก็ดับไปทันที ”
“ ใจเป็นต้นเหตุของกุศล และอกุศล
คิดดีก็ใจ คิดร้ายก็ใจ
ถ้ากำหนดรู้ใจหมดแล้วก็แจ่มแจ้ง ”
“ อดทนด้วยกาย อดทนด้วยวาจา
อดทนด้วยใจ ความพอใจก็เป็นกิเลส ความไม่พอใจก็เป็นกิเลส ”
“ อดทนทั้งกาย อดทนทั้งวาจา
อดทนทั้งใจ ละบาปทางกาย
ละบาปทางวาจา ละบาปทางใจ
ให้หมด ก็จะเป็นสุข ”
“ วัน คืน เดือน ปี สิ้นไปหมดไป
อายุของเราก็สิ้นไป หมดไป
หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน
รักษาศีล ภาวนา ”
“ การบำเพ็ญต้องปฏิบัติเรื่อย ๆ เวลามีโอกาสก็ต้องทำ ”
“ ต้องทำให้มาก ให้มีสติ เข้าหาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปฏิบัติให้รู้จักที่เกิดของธรรม รู้จักที่ดับของธรรม ถ้าพูดมาก ฟังมาก ทำน้อย ก็ไม่ได้ผล ”
ความเพียรกับความมีสติ คือ อันเดียวกันมีสติแล้วใจก็ผ่องใส เบิกบานไม่หลงไม่ลืมคิดอย่างไรขึ้นมันก็จะดับลงไปพร้อมกับความคิดขึ้นนึกขึ้นตัวสติจึงสำคัญยิ่งนัก
..รักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์ อย่าลืมตัวเอาใจนี้แหละเป็นผู้รู้ ให้พิจารณา กาย ใจนี้ให้รู้แจ้ง ใจเป็นตัวเหตุ เอาใจนี่แหละเป็นผู้เห็น เอาใจนี่แหละเป็นผู้ละเป็นผู้วาง เอาใจนี่แหละเป็นผู้ถอน ถอนทุกสิ่งทุกอย่าง ถอนกิเลส ถอนอยู่ที่ใจนี้แหละ ละอยู่ที่ใจนี้แหละ จงละ และวางให้เป็นพุทโธ ละวางหมดก็เป็นสุข ปล่อยวางก็สบาย..
“ นักปฏิบัติต้องพิจารณาตรงที่ ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจให้เห็น ให้เกิดความเบื่อหน่าย ผู้ปฏิบัติต้องน้อมเข้าหาสมมติ ให้เกิดเป็นวิมุติ ”
“ เอาความอดกลั้นเป็นบารมีธรรม อาศัยความเพียร ละกายทุจริต ละวจีทุจริต ละมโนทุจริต เอาอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นเครื่องกั้นโดยตั้งความสัตย์เข้าให้จริงกาย จริงวาจา จริงใจ อดทนทั้งกาย อดทนทั้งวาจา อดทนทั้งใจ ละบาปทางกาย ละบาปทางวาจา ละบาปทางใจให้หมดก็จะเป็นสุข ”
“ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เปรียบเหมือนแม่น้ำ ธารน้ำน้อยใหญ่ไม่มีประมาณ ไหลลงสู่ทะเลไม่มีที่เต็มฉันใด กามตัณหาที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือนร้อนไม่มีที่สิ้นสุด ”
“ ปล่อยให้ผ่านไปผ่านมา ดีก็ไม่ว่า ไม่ดีก็ไม่ว่า เรื่องราวเต็มโลก เต็มบ้านเต็มเมืองเราก็วางเสียละเสีย
ละอยู่ที่กาย ที่ใจตนนี่แหละ อย่าไปละที่อื่น
การหอบอดีตและอนาคตมาสุมไว้ในใจ ก็เป็นทุกข์ ”
“ ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย... วัน คืน เดือน ปี สิ้นปี หมดไป หมั่นบำเพ็ญจิต บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา
ใช้นะกับโมของเราเรื่อย ๆ ไป ”
“ การบำเพ็ญต้องปฏิบัติเรื่อย เวลามีโอกาสก็ต้องทำ ตั้งสัจจะจริงกาย จริงวาจา จริงใจ ขันติ บารมี อดทั้งกาย อดทั้งวาจา อดทั้งใจ ตีติกขะ อดกลั้นทนทานเป็นบารมีอย่างเอก ”
“ ถ้ามีสติแล้วคิดขึ้น ร้ายก็ดี คิดดีก็ดี รู้พร้อมกันนั่นแหละ สติรู้พร้อมกันดับลงทันทีนั่นแหละ ตัวสตินี่สำคัญ ถ้ามีสติก็มีปัญญาพร้อมคิดขึ้น รู้พร้อม คิดดีก็ตาม คิดชั่วก็ตาม หลงก็ตาม โกรธก็ตาม คิดขึ้นแล้วมีสติ
มันก็ดับไปทันที ไม่ต้องไปคุมมัน มีสติแล้วจะมีปัญญา ”
“ความโกรธ ความหลง อกุศลธรรมเมาทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้น เรานั่นแหละเดือดร้อน เพราะฉะนั้นละให้หมด
ทำใจของตนให้ผ่องใส เอาใจละ เอาใจวาง เอาใจถอน
ละออก วางออก ถอนออก จากจิตจากใจของเรานี้ใจของเราแต่งเอาได้ แต่งให้เป็นบุญก็แต่งได้ แต่งให้เป็นศีลก็แต่งได้ให้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์จนตลอดชีวิต”
“ ให้ละเสียให้หมด วางเสียให้หมด
ให้ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในการบำเพ็ญกุศล ละบาปทางกาย ทางวาจา
ทางใจ บาปอันใด ยังอยู่ให้ละเสียให้หมด ”
“ ถ้ากลัวตาย มีใครพ้นตายไหม ทุกคนทุกสิ่งสรุปลง
สู่ความตายทั้งหมด ”
“ ต้องตัดอดีต อนาคตให้เหลือปัจจุบัน
ร้ายก็ตาม ดีก็ตาม ส่วนมากมีกามตัณหาเป็นตัวนำ ภวตัณหาก็ดี วิภวตัณหาก็ดี
ทั้งสามนี้เป็นตัวทำให้สัตว์โลกหมุนตัวเป็นเกลียวทั้งความพอใจ ทั้งความไม่พอใจ ”
“ ตัวขี้เกียจขี้คร้านนี้แหละ
เป็นตัวทำให้เสีย เป็นตัวกิเลส ”
“ ละอยู่ที่ใจ วางอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่อื่น
เอาใจนี้ละ เอาใจนี้วางจึงใช้ได้ ไม่ใช่ไป
จำเอาคำพูดในคัมภีร์มาพูด ใช้ไม่ได้
มันต้องน้อมเข้ามาหากายหาใจของเรานี้ ”
“ ชังก็เพราะกาม เกิดก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม สุขก็เพราะกาม ”
“ ก้อนนะ ก้อนโม ของเจ้าพ่อเจ้าแม่นี้แล่ว เป็นสมบัติ เป็นที่ตั้งของศีลเป็นที่ตั้งของธรรม เป็นที่ตั้งของบุญ ”
“ ถ้าจิตยิ่งเกิดเกียจคร้านเท่าไร
เราก็ต้องเพิ่มความพยายามตักเตือน
โดยอุบายให้มากขึ้นให้เท่าเทียมกัน
จนเกิดความขยันขันแข็ง เบิกบาน ผ่องใส ”
“ พระธรรมทั้งสิ้นบัญญัติลงในกายในใจ
ใจเป็นสิ่งสำคัญ ใจเป็นต้นเหตุของกุศล
และอกุศล คิดดีก็ใจ คิดร้ายก็ใจ
ถ้ากำหนดรู้ใจหมดแล้วมันก็แจ่มแจ้ง ”
“รักษาตา รักษาหู รักษาดัง
รักษาปาก รักษากาย รักษาใจ
มันก็ใช้ได้หละ จะไปรักษาแต่แผนที่
มันใช้ไม่ได้หละ ”
“ พิจารณา เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ ให้มันเบื่อหน่าย มันจึงวางได้
ถ้าไม่พิจารณาของเหล่านี้ ให้เห็นแจ้ง มันก็ยังใช้ไม่ได้ ”
“ เกิดก็เพราะตัณหา ตายก็เพราะตัณหา ทุกข์ก็เพราะตัณหา สุขก็เพราะตัณหาความพอใจก็เพราะตัณหา ความไม่พอใจก็เพราะตัณหาอะไร ๆ ก็เพราะตัณหา ”
“ จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน
ละในปัจจุบัน ละอยู่ที่ใจนี่หละ
วางอยู่ที่ใจนี้แหละทำความพออยู่ที่ใจ ”
“ กิเลสอนุสัยนี้สำคัญ ที่เราเฉยมันก็เฉยเหมือนกัน ถ้าเราเอาเข้ามันให้รู้แจ้งเร็ว ๆ มันก็ตั้งท่าใส่เราเหมือนกันนั่นแหละ”
“ ไม่ใช่จำปริยัติได้มาก พูดได้คล่อง เวลาเอาจริง ๆ ไม่รู้จะจับอันไหนเป็นหลักปัจจุบัน ธรรมต้องรู้แจ้งเห็นแจ้งในกายของใจตนละวาง ถอดถอน ในปัจจุบัน มันจึงใช้ได้ ”
“ รักษาศีล 5 ประจำ คือ ขาสอง
แขนสอง หัวหนึ่ง น้อมเข้ามาหา
ตัวเรานี้แหละ อันนี้แหละ
คือตัวของศีลแท้ เป็นโลกุตตรศีล ”
“ มองดูท้องฟ้าเห็นดวงดาวเต็ม
ไปหมด การเกิดการตายไม่รู้ว่า
อีกเท่าไร เกิดแล้วตายเกิดแล้วตาย ”
“ นักปฏิบัติต้องพิจารณาอยู่นี้แหละ
ชี้เข้าไปที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจ
ให้เห็นให้เกิดความเบื่อหน่าย ”
“ ไม่มีสติ ไม่มีปัญญา
ไม่มีความเพียร จะเอาแต่ความสำเร็จ เหลวไหลไปเหีย ”
“ เวลาเกิดความโกรธขึ้นอย่าพูด
ให้นิ่งอยู่เสียก่อน คอยให้มันได้สติก่อน
พอได้สติแล้ว มันก็ถอนออก มันจึงใช้ได้ ”
“ ให้รักษาพระไตรสรณคมน์ให้แน่นหนารักษาไตรสรณคมน์ให้ตลอดชีวิต
รักษากาย วาจา ใจ ให้บริสุทธิ์...อย่าลืมตัว ”
“ การหอบอดีตและอนาคต
มาสุมไว้ในใจก็เป็นทุกข์
ตัดออกให้หมด ”
“ พระอรหันต์มีอยู่ในโลกอรัญวาสีตลอดเวลา ”
...ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ เราต้องทำเหตุดี ไปสวรรค์ไปนิพพานก็ได้ทำเหตุไม่ดี ก็เป็นทุกข์ ไปนรกอเวจี...
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น