
มรดกธรรมของท่านพุทธทาส
มรดก ที่ ๑. ทุกคนสามารถเป็นพุทธทาสได้ ถ้าเขาต้องการโดยบริสุทธิ์ใจ คือ รับใช้ในการเผยแผ่พุทธศาสนา ด้วยการทำตัวอย่างในการปฏิบัติให้ดู มีความสุขให้ดู จนผู้อื่นพากันทำตามมรดกที่ ๒. ปณิธาน ๓ ประการ ควรแก่ผู้ที่เป็นพุทธทาสทุกคน ถือเป็นหลักในการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์แก่โลก คือ
๑. พยายามทำตนให้เข้าถึงหัวใจแห่งศาสนาของตนๆ
๒. พยายามช่วยกันถอนตัวออกจากอำนาจของวัตถุนิยม
๓. พยายามทำความเข้าใจระหว่างศาสนา
มรดก ที่ ๓. ปณิธานข้อแรก คือ การทำให้ทุกคน เข้าถึง หัวใจของพุทธศาสนา เพื่อให้เกิด การปฏิบัติดี-ตรง-เป็นธรรม-สมควรแก่ การหลุดพ้น เพื่อสนองพุทธประสงค์ โดยตรง ได้อย่างแท้จริง
มรดกที่ ๔. ปณิธานข้อที่สอง คือ การทำโลก ให้ออกมาเสียจาก อำนาจของวัตถุนิยม หรือ รส อันเกิดจาก วัตถุทางเนื้อหนังนั้น ควรเป็นกิจกรรม แบบสหกรณ์ ของคนทุกคนในโลก และทุกศาสนา เพื่อโลกจะเป็นโลก สะอาด-สว่าง-สงบ จากสภาพที่เป็นอยู่ ในปัจจุบัน
มรดกที่ ๕. ปณิธานข้อที่สาม คือ การทำความเข้าใจ ระหว่างศาสนา นี้เป็นสิ่งจำเป็น ต้องทำ เพราะโลกนี้ ต้องมีมากศาสนา เท่ากับ ชนิดของคนในโลก เพื่อจะอยู่ร่วมโลกกันได้ โดยสันติ และทุกศาสนา ล้วนแต่สอน ความไม่เห็นแก่ตัว จะต่างกันบ้าง ก็แต่วิธีการณ์ เท่านั้น
มรดกที่ ๖. สวนโมกข์ คือ สถานที่ให้ความสะดวก ในการเป็นเกลอ กับธรรมชาติ ทั้งฝ่ายจิต และฝ่ายวัตถุ, ควรจัดให้มีกัน ทุกแห่งหน เพื่อการศึกษาธรรมชาติ โดยตรง, เพื่อการรู้จัก กฏของธรรมชาติ, และเพื่อการชิมรส ของธรรมชาติ จนรู้จักรักธรรมชาติ ซึ่งล้วนแต่ ช่วยให้เข้าใจธรรมะ ได้โดยง่าย
มรดกที่ ๗. สวนโมกข์ คือ มหรสพทางวิญญาณ เป็นสิ่งจำเป็น ต้องมี สำหรับ สัตว์ที่มี สัญชาตญาณ แห่งการต้องมี สิ่งประเล้าประโลมใจ อันเป็นปัจจัย ฝ่ายวิญญาณ เพิ่มเป็นปัจจัยที่ห้า ให้แก่ ปัจจัยทั้งสี่ อัน เป็นฝ่ายร่างกาย, ขอให้ช่วยกันจัดให้มีขึ้นไว้ สำหรับใช้สอย เพื่อประโยชน์ ดังกล่าวแล้ว แก่คนทุกคน.
มรดกที่ ๘. สวนโมกข์ นานาชาติ สำหรับ แสงสว่างทางวิญญาณ ของเพื่อนมนุษย์ ต่างชาติ ต่างภาษา โดยเฉพาะ, เป็นความคิด ที่เกิดขึ้นมา เมื่อมองเห็น คนเหล่านั้น ดิ้นรน เสาะแสวงหา เพื่อให้พบ ตัวของตัวเอง. ขอฝากไว้ ให้ช่วยกัน จัด และ รักษา ที่จัดแล้ว ไว้สืบไป.
มรดกที่ ๙. มหรสพทางวิญญาณ เพื่อความเพลิดเพลินทางวิญญาณ ด้วยรสแห่งธรรมะ เป็นสิ่งจำเป็นต้องมี เพื่อแทนที่มหรสพทางเนื้อหนัง ที่ทำมนุษย์ให้เป็นปีศาจชนิดใดชนิดหนึ่ง อยู่ตลอดเวลา มนุษย์ต้องมี ความเพลิดเพลิน (Entertainment) เป็นปัจจัยที่ห้า ของชีวิต จำเป็นที่จะต้องจัดหาให้ ให้ดีๆ.
มรดกที่ ๑๐. สัญญลักษณ์เสาห้าต้นบนหลังคา หมายถึง นิวรณ์ห้า ปัญจุปาทานขันธ์ห้า พละห้า อินทรีย์ห้า ธรรมสาระห้า มรรคผลนิพพานห้า แม้ที่สุดแต่ นิ้วมือทั้งห้า ของตนเอง ล้วนแต่เป็นเครื่องเตือนใจ ในเรื่อง การกำจัดความทุกข์ ของคนเราทั้งสิ้น.
มรดกที่ ๑๑. คติพจน์ หรือ Slogan ประจำสวนโมกข์ คือ กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู นอนกุฎิเล้าหมู ฟังยุงร้องเพลง ฯลฯ ดังนี้ เป็นต้นนั้น เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อไม่มีปัญหา ทางด้านการเป็นอยู่ ฝ่ายวัตถุ และเหมาะสม แก่การก้าวหน้าทางจิตใจ โดยหลักธรรมชาติ ที่ว่า กินอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง นั่นเอง
มรดกที่ ๑๒. ปริญญาจากสวนโมกข์ มีอยู่ว่า "ตายก่อนตาย" คือ จิตหมดความรู้สึกว่า ตัวกูของกู เสียก่อนแต่ที่ร่างกายจะตาย เหลืออยู่แต่ สติปัญญา บริสุทธิ์ในชีวิต นี้เป็นสิ่งที่มีได้แต่เดี๋ยวนี้ ดังนั้น ตายได้เร็วเท่าไร ก็ยิ่งมีกำไรชีวิตเท่านั้น.
มรดกที่ ๑๓. ภาษาคน-ภาษาธรรม มีไว้สำหรับแยกกันใช้พูดให้ถูกต้อง ในระหว่างเรื่องทางวัตถุ และเรื่องทางจิต แล้วจะเข้าใจเรื่องนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง ลึกซึ้ง สำเร็จประโยชน์ อย่าใช้รวมกัน หรือ กลับกัน จะเกิดการเวียนหัว.
มรดกที่ ๑๔. ระบบการใช้ ภาษาคน-ภาษาธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี อย่างแน่นอน เพื่อใช้ในการศึกษา และสั่งสอนพุทธศาสนา เพราะ ธรรมะทั้งหมด มีที่ตรัสไว้ ทั้งโดย ภาษาธรรมของคนธรรมดา (ปุคคลาธิษฐาน) และ ภาษาธรรมของคนที่เห็นธรรมะแล้ว (ธรรมาธิษฐาน) ดังนั้น จึงต้องสังเกตให้ดีๆ ทั้งในการศึกษา การสั่งสอน การสนทนา มิฉะนั้น จะเกิดอาการเวียนหัว.
มรดกที่ ๑๕. การล้ออายุ และ การให้ ของขวัญ วันล้ออายุ อย่างที่ กระทำกันอยู่ ที่สวนโมกข์นั้น มีผลทางจิตใจ ในความไม่ประมาท และรู้จักตัวเอง ดีขึ้นทุกปี ขอฝากไว้ สำหรับรักษา กันไว้สืบต่อไป เพื่อความก้าวหน้า ทางจิตใจ ของทุกคน.
มรดก ที่ ๑๖. พุทธบริษัท ที่แท้จริง ไม่ควรมี แม้แต่เรื่องปวดหัว โดยไม่ต้องกล่าวถึงโรคประสาท หรือ โรคจิต ทั้งนี้ เพราะ อาศัย หลักธรรม ที่เป็นหัวใจ ของพุทธศาสนา ที่ว่า "ตถตา" หรือ "เช่นนั้นเอง" คือ การที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวง จะต้องเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ของมัน และจะต้องแก้ไขกันที่นั่น โดยไม่มีอะไรแปลก จึงขอฝากไว้ ในฐานะเป็นมรดก.
มรดก ที่ ๑๗. สาม ส. คือ สะอาด-สว่าง-สงบ เป็นคุณลักษณะ ของพระอริยเจ้า และมีภาวะเป็นหัวใจ ของพระรัตนตรัย ในพุทธศาสนา ขอฝากไว้เป็นมรดก แก่ทุกคน ในฐานะเป็นบทมนต์ประจำจิต.
มรดกที่ ๑๘. กฏบัตรของพุทธบริษัท ที่ได้ช่วยกันทำขึ้นไว้แล้ว อย่างถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา สำหรับพุทธบริษัทถือเป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความถูกต้อง เป็นผลดี และสะดวกดาย ในการเป็น ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบาน ไม่ตกไปสู่ หนองของไสยศาสตร์ และวัตถุนิยม ขอฝากไว้เป็นมรดก ตลอดกาลนาน.
มรดก ที่ ๑ ๙. วรรณกรรม ชุดธรรมโฆษณ์ จากพระโอษฐ์-ลอยปทุม- หมุนล้อธรรมจักร ขอฝากไว้เป็นมรดกอนุสรณ์ของผู้ประคองจิต ร้อยกรอง แล้วประคอง ปล่อยลงสู่ธรรมวารี คือ ห้วงหฤทัย แห่งสาธุชนทั้งหลาย ทั่วพื้นปถพี เพื่องอกงามในห้วงแห่งธรรมวารีนั้น ตลอดกัลปาวสาน อย่ารู้สิ้นสุด.
มรดก ที่ ๒๐. บทสวดมนต์แปล แบบสวนโมกข์ คือ สวดมนต์แปล ที่ได้ พยายามกระทำ ให้สวดกัน ได้ลื่นสละสลวย ได้เลือกมา เฉพาะเนื้อความ ที่เป็น หลักธรรม เข้มข้น และรัดกุม ใช้เป็น อารมณ์แห่งสมาธิ และวิปัสสนา ไปได้ในตัว ขอฝากไว้ ให้ใช้สวดกัน ตลอดกาลนาน. มรดก ที่ ๒๑. การตักบาตรสาธิต แบบที่ทำกันอยู่ในสวนโมกข์ เป็นการศึกษา อยู่ในตัว ว่าจะสามารถ เลี้ยงพระ จำนวนร้อยได้อย่างไร, สะดวกเท่าไร, ควบคุมกิเลสได้โดยวิธีไหน. ขอให้ช่วยกันรักษาพิธีกรรม แบบนี้ไว้ เพื่อเป็นประโยชน์ เกื้อกูล แก่การพิทักษ์รักษาพุทธศาสนาไว้ โดยวิธีประหยัด ไม่ยุ่งยากลำบาก และรักษาแบบฉบับโบราณ นับแต่สมัยพุทธกาลเป็นต้นมา
มรดกที่ ๒๒. สระมะพร้าวนาฬิเกร์ คือ บทเรียนด้วยของ จำลองมาจาก บทกล่อมลูกให้นอนของประชาชน ที่แสดงว่า สมัยโน้น ประชาชน ได้เข้าถึงธรรมะสูงสุด กันเพียงไร จนถึงกับนำเอาเรื่อง ของพระนิพพาน มาทำเป็นบทเพลงกล่อมลูกได้ ขอให้รักษาเกียรติของบรรพบุรุษ ในข้อนี้ และทำตนให้สมกับ เป็นลูกหลานของท่าน จงทุกคนเถิด.
มรดกที่ ๒๓. การแสดงธรรมในรูปของการแสดงปาฐกถา ซึ่งบางคราว ถึงกับต้องยืนพูดนั้น ไม่ผิดธรรมวินัยแต่ประการใด สะดวกและเหมาะสมแก่สมัย ทำให้การเผยแผ่พระศาสนา เป็นไป อย่างราบรื่น และได้ผลดี ไม่จำเป็นต้องถือตามตัวอักษร เพราะ ระเบียบวัฒนธรรมคนละยุค คนละสมัย.
มรดก ที่ ๒๔. หลักการที่ถือกันอยู่ในสวนโมกข์ ว่าไม่ยินดีต้อนรับ คนที่ล้างจานข้าวไม่เป็น กินแล้วต้องให้คนอื่นช่วยล้างจานนั้น เป็นหลักการที่ไม่ขัดกับ หลักพุทธศาสนา ไว้คัดเลือกคนที่เหมาะสม สำหรับจะพักอยู่ในวัด เพื่อการปฏิบัติธรรม เพราะมีจิตใจ สมคล้อยกับ หลักแห่งการไม่เห็นแก่ตัว หรือ เอาเปรียบผู้อื่น ขอให้ช่วยกันรักษาไว้ เป็นมรดก สืบทอดต่อไปเถิด.
มรดกที่ ๒๕. การหนุนหมอนไม้ เป็นสิ่งที่พุทธองค์ทรงชักชวนไว้โดยตรง เพื่อฝึกฝน การเป็นคนไม่มักมาก ในการนอน. มารไม่ได้โอกาส ครอบงำ คนไม่เห็นแก่นอน มีความเข็มแข็งว่องไว ทั้งทางกาย และทางจิต บรรพชิต และนักรบ สมัยโน้น จึงหนุนหมอนไม้ โดยเฉพาะ พวกกษัตริย์ ลิจฉวี.
มรดกที่ ๒๖. ขอคัดค้านคำกล่าวที่ว่า "งานคือเงิน - เงินคืองาน" ว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง ตามหลักพุทธศาสนา ซึ่งสอน ให้ทำงาน ในฐานะเป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง สำหรับสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด มิใช่ ทำเพื่อหาเงิน มาปรนเปรอชีวิต ให้หลงระเริง ในอบายมุข หรือ ความเริงรมย์ ต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่อง "บ้าวูบเดียว" ขอฝาก มรดกการคัดค้าน นี้ไว้ด้วย
มรดกที่ ๒๗. เคล็ดลับของแบบเซ็น นั้นคือ วิธีเดิมแท้ ในพุทธศาสนา ที่บวก สมถะเข้ากับวิปัสสนา ให้ทำงานร่วมกัน ในขณะที่มีสมาธิ และเพ่งพิจารณา เพื่อเข้าถึง สภาพเดิมของจิต คือ ความไร้กิเลส ได้โดยฉับพลัน ไม่แยกกันทำ ทีละอย่าง เพราะ ความยึดมั่น เฉพาะอย่าง, หลักนั้นมีว่า ฌานไม่มีแก่ผู้ไม่มีปัญญา ปัญญาไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน.
มรดกที่ ๒๘. หลักการที่ว่า เอาเชื้อโรคมาแก้ไขโรค นั้น นำมาใช้ได้ในการปฏิบัติธรรม ในพุทธศาสนา โดยเอา กำลังของความโลภ มาละโมบ ในการทำความดี หรือ บุญกุศล เอากำลังของความโกรธ มาอาฆาตโกรธแค้น ต่อกิเลสและความทุกข์ เพื่อทำลายเสีย ในฐานะศัตรู เอากำลังของโมหะ มาหลง ในการ ทำความดี ขั้นต้นๆ แทน การหลงชั่ว ทั้งนี้ เพราะเรามีสิ่งทั้งสามนี้ เป็นเดิมพัน อย่างรุนแรง อยู่ในจิตใจ กันอยู่แล้ว อย่างเต็มที่.
มรดกที่ ๒๙. การมีธรรมะตลอดวัน ตลอดคืน เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ยาก คือเมื่อจะทำหน้าที่ใดๆ ในชีวิตประจำวัน ก็ทำโดยรู้สึก ต่อความจริง ข้อหนึ่ง อยู่ในใจว่า "หน้าที่นั่นแหละ คือ ธรรมะ" เพราะหน้าที่ เป็นสิ่งที่ สามารถ กำจัดปัญหาได้ ทุกชนิด และนำมาซึ่งผลดี อันพึงปรารถนา ข้อนี้ตรงกับ ความหมายของคำว่า "ธรรม" คือ สิ่งที่ช่วยผู้ปฏิบัติ ไม่ให้ตกลง สู่ความทุกข์ ดังนั้น เมื่อทำหน้าที่ ตลอดวัน ก็มีธรรมะได้ ตลอดวัน แม้ การพักผ่อน ก็เรียกว่า หน้าที่ ที่ต้องทำ ด้วยเหมือนกัน คือ จะได้มีกำลัง ในการทำหน้าที่.
มรดกที่ ๓๐. มหาปเทสฝ่ายวินัย ตามแบบพระวินัย ขอฝากไว้ ให้ถือว่า เป็นสิ่งจำเป็น ต้องนำมาใช้ ในโลกปัจจุบัน ซึ่งเจริญด้วยวัตถุ จนเต็มไปด้วยวัตถุ ชนิดที่เป็นปัญหา ทางศีล ทางวินัย ทั้งแก่บรรพชิต และฆราวาส ขอให้ศึกษา มหาปเทส นั้นอย่างแตกฉาน เพื่อป้องกัน ความงมงาย.
มรดกที่ ๓๑. มหาปเทสฝ่ายธรรม ในมหาปรินิพพานสูตร เป็นสิ่งที่ ต้องนำมาใช้ ควบคู่กันกับ หลักตัดสินธรรมวินัย ในโคตมีสูตร เพื่อว่า ถูกต้อง สมบูรณ์ที่สุด ในการ ตัดสินความถูกต้อง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับ พุทธบริษัท แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วย ปัญหา และนับวัน จะเพิ่มมากขึ้น ทุกที วิธีการณ์ อย่างนี้ ได้เคยใช้ ประสบผลดี มาแล้ว จึงขอฝากไว้ เป็นมรดก เพื่อใช้กัน สืบไป.
มรดก ที่ ๓๒. ปฏิจจสมุปบาท แบบ "ฮัมเพลง" (ในโยคักเขมวรรค สฬายตนสังยุตต์ สํ.) เป็นสูตรที่ตรัสไว้อย่างเข้าใจได้ง่าย ปฏิบัติได้ง่าย กว่าแบบทั่วไป ควรทำความเข้าใจ กับแบบนี้เสียก่อน แล้วจึงพิจารณา แบบทั่วไป แต่การปฏิบัติ ก็ยังเป็นอย่างเดียวกัน คือ มีสติ เมื่อมีผัสสะ (รายละเอียดหาดูได้ จากปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์).
มรดกที่ ๓๓. การใช้หลัก อิทัปปัจจยตา - ปฏิจจสมุปบาท - ตถตา - สุญญตา เป็นอมฤตโอสถ ซึ่งทำให้อยู่ เหนือความตาย หรือ เหนือการเวียนว่าย ตายเกิด เพราะ ทำให้หมดตัวตน และของตน นั้นเป็น กิจกรรมประจำวัน ของพุทธบริษัท ที่แท้จริง เป็นทางลัดสั้น ที่สุด มีผลดีที่สุด จึงขอฝากไว้ เป็นมรดก ในฐานะ เป็นสิ่งที่เคยใช้ได้ผลดี มาแล้ว
มรดกที่ ๓๔. บาลี วิมุตตายตนสูตร เป็นหลักธรรม ที่ควรสนใจเป็นพิเศษ คือ บอกให้รู้ว่า คนเรา สามารถบรรลุธรรม ได้ถึง ๕ เวลา คือ เมื่อกำลัง ฟังธรรมอยู่, เมื่อกำลัง แสดงธรรมให้ผู้อื่นอยู่, เมื่อกำลัง สาธยายธรรมอยู่, เมื่อเพ่งธรรมอยู่, และ เมื่อพิจารณา ใคร่ครวญธรรมอยู่; นับว่า โอกาสมีมาก ในการบรรลุธรรม แต่พวกเรา พากันประมาทเสีย ไม่ฉวยเอาได้ แม้แต่ โอกาสเดียว.
มรดกที่ ๓๕. การใช้หลักกาลามสูตร ๑๐ ประการ ให้ถูกต้อง และ ครบถ้วน เป็นหลักการ และ วิธีการณ์ อันแน่นอน ในการที่จะ รักษาพุทธศาสนา เอาไว้ได้ และ ในลักษณะที่จะ เป็นที่พึ่งได้ อย่างแท้จริง และเป็นการ สืบอายุ พุทธศาสนา ที่ตรงตาม พุทธประสงค์ ได้เคยใช้ วิธีนี้ อยู่เป็นประจำ และสำเร็จประโยชน์ เต็มตามความหมาย จึงขอนำ พิธีกรรม อันนี้ มาฝากไว้เป็นมรดก.
มรดกที่ ๓๖. การศึกษา สติปัฎฐานสี่ จาก อานาปานสติสูตร ได้ผลดีกว่า จาก มหาสติปัฎฐานสูตร ซึ่งกล่าวไว้อย่างยืดยาว มีลักษณะกำกวมฟั่นเฝือ ไม่มีลำดับ ติดต่อกัน อย่างชัดแจ้ง, เพียงแต่อ่านอย่างเดียว ก็กินเวลา หลายชั่วโมง ส่วนข้อความจาก อานาปานสติสูตร นั้น ติดต่อกันเป็นสาย ๑๖ ขั้น จนตลอดเรื่อง นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ ไปจนกระทั่ง ถึงการรู้ว่า บรรลุผลสำเร็จแล้ว และเป็นหลักที่พระองค์ ทรงยืนยันว่า ได้อาศัยหลักนี้ ในการตรัสรู้ ของพระองค์เอง ขอให้พิจารณากันให้ดี และขอฝาก ข้อเท็จจริงอันนี้ ไว้เป็นมรดก ด้วย
มรดกที่ ๓๗. สุญญตาสำหรับฆราวาส แม้ที่เป็นผู้หญิงและเด็ก คือ มีสติสัมปชัญญะ ไม่ให้เกิด ความรู้สึก ยึดมั่น ถือมั่น ในสิ่งใด จนเกิด ความรัก - โกรธ - เกลียด - วิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ - อิจฉาริษยา - หวง - หึง ด้วยอำนาจความรู้สึก เป็นตัวกู ของกู. ขอยืนยันว่า ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ ตามสติกำลัง และควรปฏิบัติ จึงขอฝากไว้เป็นมรดก พิเศษ สำหรับฆราวาส.
มรดกที่ ๓๘. หลักการ ตามรอยพระอรหันต์ ที่ได้ใช้ร่วมกัน ทั้งสำหรับ ฆราวาส และบรรพชิต คือ การดำรงชีวิต ชนิดที่เป็นการขูดเกลา กิเลส และบรรเทา ความเคยชิน ที่จะเกิดกิเลส (อนุสัย) อยู่ตลอดเวลา โดยมีสติสัมปชัญญะ ในขณะ สัมผัสอารมณ์ ไม่ปล่อยให้ปรุง เป็น โลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นมา, หรือ ถ้าปรุงแล้ว ก็มีสติ ปิดกั้น การปรุงนั้นเสีย.
มรดกที่ ๓๙. "งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่จริง นิพพาน อยู่ที่ ตายเสียก่อนตาย" นี้คือ ของเก่า ที่ปัดฝุ่น แล้วนำมา ใช้ใหม่ เพื่อรักษา สติปัญญา ของบรรพบุรุษไว้ ว่าเคยเฉียบแหลม ลึกซึ่งอย่างไร แล้ว ลูกหลาน ชั้นหลัง ก็จะมีสติปัญญา ไม่น้อยไปกว่า บรรพบุรุษ ก็จะเป็น พุทธบริษัท ได้เต็ม ตามความหมาย ไม่เอา นิพพานไปเก็บไว้ สำหรับ ตายแล้วตายอีก หลายหมื่น หลายแสนชาติ จึงจะได้ผล ขอให้ช่วยกัน รักษามรดก ข้อนี้ ของบรรพบุรุษ กันเถิด.
มรดกที่ ๔๐. ขอให้เรา มีความมุ่งหมายเป็นพิเศษ กันไว้ สักข้อหนึ่ง ว่าไม่เร็ว ก็ช้า จะมีโลกสักยุคหนึ่ง อันเป็น โลกสมบูรณ์ ด้วยธรรมะ โดยที่ทุกคน ทำหน้าที่ ของตนๆ โดยมี สติสัมปชัญญะ รู้สึกอยู่ในใจว่า หน้าที่อันถูกต้อง นั่นแหละ คือ ธรรมะ ที่จะช่วยให้คนเรา อยู่เหนือปัญหา ทั้งปวงได้ ทั้งนี้ เป็นสิ่งที่มีได้ เพราะ โลก เปลี่ยนแปลง อยู่เสมอ จงให้ปัจจัย แห่งความเปลี่ยนแปลง เพื่อความเป็นอย่างนี้ แก่โลกเถิด.
มรดกที่ ๔๑. ถ้าคนทั้งโลก เขาไม่เห็นด้วย ในการทำโลกให้มีธรรมะ เพราะเห็นว่า เหลือวิสัย ก็ตามใจเขา เราคนเดียว ก็อาจจะทำตนเอง ให้ดับทุกข์ได้ ด้วยธรรมะอย่างถึงที่สุด, ดังนั้น อย่าได้ท้อใจเลย ในการที่คนทั้งหลาย เขาไม่สนใจใยดี กับธรรมะ.
ทั้งหมดนี้ เป็น มรดกฝ่ายวัตถุธรรม และพิธีกรรม เป็นภาคหนึ่ง ของ มรดกที่มอบไว้ ในฐานะเป็นมรดก. ต่อไปนี้ เป็นมรดก ฝ่ายนามธรรม ที่ได้เคย ค้นคว้า สังเกต ศึกษา และ ทดลองปฏิบัติ มาแล้ว มีผล เป็นที่น่าพอใจ จึงขอสรุปไว้ เป็นข้อๆ นำมามอบไว้ ในที่นี้ ในฐานะ เป็นมรดก เช่นเดียวกัน. มรดก ที่ ๔๒. พุทธะ ผู้รู้ - ผู้ตื่น - ผู้เบิกบาน ตรงกันข้าม จาก ไสย ซึ่งหมายถึง หลับ - สงสัย - สะดุ้ง หวาดผวา อยู่ตลอดเวลา. การที่จะเป็นพุทธ์ หรือ เป็นไสย ต่างกัน อย่างตรงกันข้ามที่ตรงนี้.
มรดก ที่ ๔๓. การมีพระพุทธรูปไว้กราบไหว้ หรือ แขวนคอกัน ในบัดนี้ มีทั้งที่เป็นไสยศาสตร์ คือ ถือเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองป้องกัน หรือ เป็นเครื่องราง ของขลัง, และที่เป็นพุทธศาสตร์ คือ วัตถุอนุสสติ หรือ อย่างมากก็เป็นเพียงปูชนียวัตถุ. พุทธบริษัท จะต้องระวังสังวร กันไว้ให้ดีๆ ไม่เสียเกียรติ ของพุทธบริษัท กลายเป็นผู้ถือลัทธิ บูชาวิญญาณ (Animism) ไปเสีย.
มรดกที่ ๔๔. การมีพระพุทธเจ้า เป็นกัลยาณมิตร เป็นสิ่งที่ต้องสนใจ กันให้มาก ให้สมกับที่ตรัสไว้ว่า "ถ้าได้อาศัยเรา เป็นกัลยาณมิตรแล้ว สัตว์ทั้งหลาย ที่มีการ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย จักพ้น จากการเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย" พวกเรา กลับมาถือกันเสียว่า เรามี การเกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย เป็นของธรรมดา ไม่ล่วงพ้น การ เกิด - แก่ - เจ็บ - ตาย ไปได้อย่าง น่าสังเวช.
มรดก ที่ ๔๕. พระพุทธเจ้า ตามทรรศนะ ของบุคคลนั้นๆ มักจะเป็น ภูเขาหิมาลัย บังธรรมะ สำหรับเขา เพราะ เป็นพระพุทธเจ้าแห่งอุปาทาน และตาม อุปาทานของเขา. ดังนั้น จงรู้จัก พระพุทธเจ้า ให้ถูกตรง พระองค์จริง กันเถิด.
มรดกที่ ๔๖. พระพุทธองค์ ท่านมีการตรัส ทั้งโดย ภาษาคน และ ภาษาธรรม ต้องฟังให้ดี เช่น ตรัสโดยภาษาคน ว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" แต่ตรัสโดยภาษาธรรม ว่า "ตัวตนของตน นั้นไม่มี" ดังนี้ ถ้าฟังไม่ดี จะไม่รู้เรื่อง และเห็นว่า เป็นคำพูดที่ขัดกัน. ถ้ารู้จักฟังโดยหลัก ภาษาคน-ภาษาธรรม แล้ว จะไม่ขัดกันเลย ดังนี้เป็นตัวอย่าง.
มรดกที่ ๔๗. ตรัสว่า แต่ก่อนก็ดี บัดนี้ก็ดี เราบัญญัติ แต่เรื่อง ความทุกข์ กับ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เท่านั้น ดังนั้น พวกเรา อย่าต้องเสียเวลา ในการศึกษา การถาม การเถียง กันด้วยเรื่องอื่นที่มิใช่สองเรื่องนี้ กันอีกเลย.
มรดกที่ ๔๘. พระพุทธองค์ มิได้ทรงเสียเวลา ในการกระทบกระทั่ง หรือ ยกเลิกลัทธิคำสอนของเก่า ก่อนพระองค์ หากแต่ทรงแสดงเรื่องของพระองค์ ที่ดีกว่า - จริงกว่า - มีประโยชน์กว่า ให้ผู้ฟัง เลือกเอาเอง อย่างมีเหตุผล จึงไม่มีเหตุร้ายใดๆ เกิดขึ้น อย่างรุนแรง เหมือนกับที่เกิดแก่ ศาสดาอื่นบางองค์.
มรดกที่ ๔๙. การมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ปรุงขึ้นตามทรรศนะ ของบุคคลนั้นๆ ทำให้ เป็นปัญหามาก และไม่ถูก พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ องค์จริง ซึ่งมีหัวใจ เป็นความ สะอาด - สว่าง - สงบ เพราะ ว่างจากกลิ่นไอ และ ความหมายแห่ง ตัวกู - ของกู
มรดกที่ ๕๐. ไสยศาสตร์ คือ ลัทธิหลับ (ด้วยอวิชชา) พุทธศาสตร์ คือ ลัทธิตื่นจากหลับ (ประกอบอยู่ด้วยวิชชา) ดังนั้น จงระวังการกระทำ ที่เกี่ยวกับพระพุทธรูป หรือ พระเครื่อง; เพราะมีได้ทั้งที่เป็นพุทธศาสตร์ และไสยศาสตร์ แล้วแต่ว่า ผู้นั้น ทำไปด้วยวิชชา หรือ ด้วยอวิชชาอุปาทาน
มรดกที่ ๕๑. หลักการปฏิบัติที่แท้จริง ไม่ต้องข้ามภพ ข้ามชาติ (เข้าโลง) ล้วนแต่เป็นสันทิฎฐิโก - อกาลิโก คือ ปรากฏแก่ใจ ในทันทีที่กระทำ และรับผลของการกระทำ ส่วนที่เนิ่นนานไปจากนั้น เป็นเพียงผลพลอยได้ ฝ่ายวัตถุธรรม ในความรู้สึกของปุถุชนธรรมดา.
มรดกที่ ๕๒. สิ่งที่เรียกกันว่า "ตัวตน" นั้น เป็นเพียงมายา คือ เป็นเพียงความรู้สึก ที่เกิดขึ้นในใจ อันปรุงแต่งขึ้นมาจากตัณหา หรือ ความอยาก ด้วยอำนาจอวิชชา ที่เกิดขึ้นในจิต โดยธรรมชาติ อัตโนมัติ, เป็นเพียงความรู้สึกผิดๆ ของสิ่งที่เรียกว่า อุปาทาน อันเกิดมาจากตัณหา มิได้เป็นตัวตนอันแท้จริง เป็นเพียงความรู้สึกลมๆ แล้งๆ แต่ก็มีความเข้มข้น จนผู้รู้สึก รู้สึกว่า เป็นตัวตน.
มรดกที่ ๕๓. การจำแนกธรรมะเป็น ๔ ความหมาย ให้ความสะดวก ในการศึกษาธรรมะ อย่างทั่วถึง คือ รู้จักตัวธรรมชาติ - กฏของธรรมชาติ - หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ และผลอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น จนสามารถดำรงชีวิตอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ ปราศจากปัญหาใดๆ.
มรดกที่ ๕๔. ธรรมะมี ความหมาย หลายอย่าง ถ้าเอาใจความ เพียงอย่างเดียว ก็คือ หน้าที่ ที่ได้กระทำ อย่างถูกต้อง แก่สถานภาพ ของผู้ปฏิบัติ ตามกฏของธรรมชาติ เพื่อให้เกิดสันติสุข แก่ทุกฝ่าย ทุกกาละ และเทศะ
มรดก ที่ ๕๕. ธรรมะทั้งหมด ในทางปฏิบัติ อาจแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะเครื่องมือ และ ธรรมะผลที่ประสงค์ สีล - สมาธิ - ปัญญา เป็นธรรมะ เครื่องมือ, มรรค - ผล - นิพพาน เป็นธรรมะ ผลที่ประสงค์, แม้ธรรมะที่เป็นเครื่องมือ ก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ ธรรมะหลัก เช่น สติปัฎฐานสี่ และธรรมะอุปกรณ์ เช่น อิทธิบาทสี่ หรือ สัมมัปปธานสี่, จงรู้จักธรรมะที่จะใช้ปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ตามกรณี
มรดกที่ ๕๖. จงทำให้งานของท่าน ทุกชิ้น ทุกอนุภาค กลายเป็นธรรมะ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ รู้สึกอยู่ว่า หน้าที่ นั่นแหละ คือ ธรรมะ, ปฏิบัติหน้าที่นั่นแหละ คือ ปฏิบัติธรรมะ; แล้วท่านก็จะมีธรรมะ อยู่ทุกอิริยาบถ ทุกเวลา ทุกสถานที่ แล้วทำงานทุกอย่าง ได้สนุกเหมือนเล่นกีฬา มีความสุขเสียแล้ว ในขณะที่ทำงาน ไม่ต้องไปหาสถานเริงรมณ์ อบายมุข หรือ ยาเสพติด
มรดกที่ ๕๗. ธรรมะ คือ สิ่งที่เรียกกันในภาษาไทยว่า "หน้าที่" ของ ทุกสิ่ง ที่มีชีวิต อันเขาจะต้องทำ เพื่อความรอด ทั้งทางกาย และทางจิต ทั้งเพื่อตนเอง และ เพื่อสังคม แม้จะแปลคำ คำนี้ กันว่า คำสั่งสอน การเรียน การปฏิบัติ ความหมายสำคัญ ก็ยังคงอยู่ที่ ความเป็นหน้าที่ เพื่อความรอด ดังนั้น เมื่อใด มีการทำหน้าที่ เมื่อนั้น ก็คือ การปฏิบัติธรรม.
มรดกที่ ๕๘. ธรรมะในโบสถ์ - หรือ ธรรมะกลางทุ่งนา ก็เป็นธรรมะ อย่างเดียวกัน เมื่อประพฤติกระทำ ในฐานะที่เป็น หน้าที่ ที่ถูกต้อง เพื่อความรอด อันแท้จริง.
มรดกที่ ๕๙. สิ่งที่เป็น นิรันดร - อมิตาภะ - อมิตายุ - อกตะ - อมตะ - อสังขตะ - นั้น มีอยู่ ๓ อย่าง คือ กฏธรรมชาติ๑ ความว่าง๑ นิพพาน๑ สามอย่างนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรสร้างขึ้น แม้แต่พระเจ้า ก็สร้างไม่ได้ เพราะมีฐานะเป็นพระเจ้าเสียเอง.
มรดกที่ ๖๐. พุทธศิลป์ ที่แท้จริง มิใช่วัตถุศิลป์ อย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นระบบ การกระทำด้วย สติปัญญา ที่ดับทุกข์ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังที่พระพุทธองค์ ได้ทรงประกาศไว้ อย่างมีความงามใน เบื้องต้น - ท่ามกลาง - เบื้องปลาย ในภายในจิต ของสัตว์.
มรดก ที่ ๖๑. ธรรมะ คือระบบปฏิบัติ ที่ถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ของตน ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น, เรียกสั้นๆ ว่า "หน้าที่" นั่นแหละ คือ พระเป็นเจ้า ผู้ช่วยให้รอดอย่างแท้จริง.
มรดกที่ ๖๒. ธรรมะมีไว้ช่วยให้อยู่ในโลกอย่างชนะโลก หรือ เหนือโลก มิใช่ให้หนีโลก แต่อยู่เหนืออิทธิพลใดๆ ของโลก ไม่ใช่จมอยู่ในโลก มักสอนให้เข้าใจกันผิดๆ ว่าต้องหนีโลก ทิ้งโลก สละโลก อย่างที่ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใครเลย.
มรดก ที่ ๖๓. ธรรมะ เป็นสิ่งที่ อธิบายยาก เพราะ คำพูดของมนุษย์ มีไม่พอ คือไม่มี คำ สำหรับใช้กับ สิ่งที่มนุษย์ ยังไม่เคยรู้จัก มาก่อน; ดังนั้น จึงต้อง พยายามพูด และ พยายามฟัง จนเข้าใจ หรือ รู้จัก โดยความหมาย ทั้งใน ภาษาคน และ ภาษาธรรม พร้อมกันไป.
มรดกที่ ๖๔. ธรรมะ มิใช่ตัวหนังสือ หรือ เสียงแห่งการแสดงธรรม แต่เป็น การกระทำหน้าที่ ที่ถูกต้อง ของผู้ปฏิบัติแต่ละคน อยู่ทุกอิริยาบถ - ทุกเวลา - ทุกสถานที่ อย่างถูกต้อง แก่ความเป็นมนุษย์ ของตน และ ผู้อื่น ที่เกี่ยวข้องกัน จึงจะเป็นธรรมะ ที่ถูกต้อง ตามหลักแห่งพุทธศาสนา อันนำมาซึ่ง ความสงบสุข ได้จริง.
มรดกที่ ๖๕. ศีลธรรมกลับมา เพื่อ โลกาสงบเย็น, ปรมัตถธรรมกลับมา เพื่อโลกาสว่างไสว ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาวินาศ, ถ้าปรมัตถธรรมไม่กลับมา โลกามืดมนท์; ดังนั้น ทุกคนต้องช่วยกัน ทำให้กลับมา ในฐานะเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องมี สำหรับโลก.
มรดกที่ ๖๖. ไม่ต้องอาลัยอดีต - ไม่ต้องพะวงอนาคต ขอแต่ ให้ทำหน้าที่ ของตน อย่างถูกต้อง ในปัจจุบัน ก็เพียงพอแล้ว ที่จะไม่เป็นทุกข์ และไม่เป็นปัจจัย แก่ สัสสตทิฎฐิ คือ ตัวตนที่เวียนว่าย ไปในวัฎฎะ
มรดก ที่ ๖๗. ก ข ก กา ของพุทธศาสนา มิได้ตั้งต้น ที่พระรัตนตรัย แต่ตั้งต้น การศึกษาที่ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า ได้ก่อให้เกิด ตัณหา อุปาทาน แล้วเกิดทุกข์ ควบคุมการเกิดเหล่านี้ได้ ก็จะดับทุกข์ได้ แล้วก็จะมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นมาเอง
มรดกที่ ๖๘. โลกทั้งหมดสำเร็จ อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะ เรามีตา ฯลฯ โลกจึงมี และ เกิดกรณีต่างๆ ที่เป็นปัญหาขึ้น เพราะ ไม่รู้ความจริง ของ เรื่อง ตา ฯลฯ หรือ โลก อย่างถูกต้องนั่นเอง.
มรดกที่ ๖๙. ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายเกิดทุกข์ เกิดขึ้นทุกคราวที่จิตมีตัณหา คือ โง่ เมื่อมีผัสสะโง่ เวทนาโง่ เพราะอำนาจของอวิชชา จนเกิดตัณหา หรือ มีกิเลสครองงำ; ดังนั้น ระวังอย่าโง่ เมื่อมีผัสสะใดๆ ให้ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายทุกข์ เกิดขึ้น.
มรดกที่ ๗๐. ปฏิจจสมุปบาท มีขึ้นรอบหนึ่ง ทุกครั้ง ที่มีการสัมผัสอารมณ์ ด้วยอวิชชา หรือพูดได้ว่า ทุกครั้ง ที่มี จิตเศร้าหมอง ด้วยการปรุงแต่ง ของอวิชชา มิใช่มี อย่างคร่อมภพ คร่อมชาติ ถึงกับ ปฏิจจสมุปบาท รอบเดียว คร่อมชาติ สามชาติ เหมือนที่ แนะนำสั่งสอนกัน อยู่โดยมาก จนกลายเป็น สัสสตทิฎฐิ ไป.
มรดกที่ ๗๑. การปฏิบัติ ที่ดูเหมือนมิได้ปฏิบัติอะไรเลย คือ การปฏิบัติทางจิตใจ ให้รู้สึกพอใจอยู่ในความว่าง จากตัวตนของตน กระทำหน้าที่ทุกอย่าง กลมกลืนอยู่กับกฏของธรรมชาติ ทำงานเพื่อหน้าที่ มิใช่ทำเพื่อประโยชน์แก่ตัวกู-ของกู.
มรดกที่ ๗๒. ภาษาธรรมะชั้นสูง ก็ล้วนแต่ เป็นคำ ที่ยืมมาจาก ภาษาชาวบ้าน จงพยายาม ถือเอาความหมาย ในภาษาชาวบ้าน ให้มากที่สุด ก็จะเข้าใจ คำนั้นๆ ได้ถูกต้อง และถึงที่สุด ได้โดยง่าย เช่น นิพพาน คือ เย็น, มรรค คือหนทาง,ผล คือ ลูก, กิเลส คือ สิ่งสกปรก, สังโยชน์ คือ ผูกมัด, อาสวะ คือ สิ่งกดดัน ออกมาจาก การหมักดอง. พุทธะ คือ ตื่นจากหลับ. ธรรมะคือ หน้าที่. สังฆะ คือ หมู่ของสิ่งที่พึงปรารถนา.
มรดกที่ ๗๓. มนุษย์สูญ คือ ผู้ที่มีจิตใจกำลังปราศจากความยึดมั่นถือมั่น คือ ไม่รู้สึกยึดมั่นในความหมาย ที่เป็นตัวตน หรือ ของตน ด้วยอุปาทาน ไปตามอำนาจของอวิชชา จงมาเป็นมนุษย์สูญ (ว่าง) กันเถิด จะเบาสบาย เฉลียวฉลาด ปราศจากอคติใดๆ มีจิตใจเหมาะสม แก่การงาน ทุกชนิด โดยอัตโนมัติ.
มรดก ที่ ๗๔. เมื่อจิตหลุดพ้น จากความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งหลงยึดมั่นในคุณค่า อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ตามสมมติสัจจะว่า "ตัวตน" แล้ว ดี-ชั่ว บุญ-บาป กิเลส-โพธิ หรือ อะไรที่บัญญัติกันว่า เป็นของคู่ ตรงกันข้ามนั้น ก็จะเป็นของที่เท่ากัน หรือ เป็นสิ่งเดียวกัน เช่น เป็นเพียงสังขารเสมอกัน เป็นสมมติบัญญัติที่เท่ากัน เป็นต้น.
มรดกที่ ๗๕. เรามี นรก สวรรค์ หรือ นิพพาน ชนิดที่เป็น สันทิฎฐิโก ที่สัมผัสได้กันที่นี่ กันดีกว่า จริงกว่า กว่าชนิด ที่คิดว่า จะมีกัน ต่อเมื่อตายแล้ว ซึ่งพระพุทธองค์ ตรัสเรียกว่า อายตนิกนิริยะ อายตนิกสัคคะ และ สันทิฎฐิกนิพพาน ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี ๆ เถิด จะได้เป็นพุทธบริษัท สมชื่อ.
มรดกที่ ๗๖. แผ่นดิน เป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร ประทับ อยู่อาศัย และดับขันธปรินิพพาน ของพระพุทธองค์ ตลอดพระชนมชีพ จึงเหมาะสม ที่จะใช้เป็น ที่ศึกษา และปฏิบัติธรรม เกินกว่า ที่จะจัดเป็น "บรมมหาวิทยาลัย" เมื่อนำไปเทียบกับ มหาวิทยาลัย ในโลกปัจจุบัน ดังนั้น เราน่าจะ นั่งเรียนธรรมะ กันกลางดิน ยิ่งกว่านั่งเรียน บนตึก ราคาล้านๆ.
มรดก ที่ ๗๗. กฏเกณฑ์ เกี่ยวกับ ลำดับชั้น ของ นิวรณ์ - กิเลส - อนุสัย - อาสวะ ที่ควรรู้จัก คือ เกิดโลภ ครั้งหนึ่ง ก็สะสม ราคานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดโกรธครั้งหนึ่ง ก็สะสม ปฏิฆานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, เกิดหลงครั้งหนึ่ง ก็สะสม อวิชชานุสัย ไว้หน่วยหนึ่ง, สำหรับจะเกิดกิเลสนั้นๆ ได้โดยง่าย สะสมไว้ในสันดาน กลายเป็นอาสวะ สำหรับจะกลับออกมาเป็นกิเลส หรือ เป็นเพียงนิวรณ์ ก็ได้ แล้วแต่กรณี
มรดกที่ ๗๘. กามารมณ์ หรือ เพศรส คือ ค่าจ้างของธรรมชาติ เพื่อให้สัตว์ทำการสืบพันธุ์ อันเป็นสิ่งเหน็ดเหนื่อย - น่าเกลียด - สกปรก, ยากที่สัตว์จะหลีกเลี่ยงได้ แม้จะเป็นเพียงค่าจ้าง ที่เป็นอาการบ้าวูบเดียว.
มรดกที่ ๗๙. ความว่าง - จิตว่าง - ทำงานด้วยจิตว่าง - เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง - มีชีวิตอยู่ด้วยความว่าง นี้คือ ทั้งหมดของพุทธศาสนา โดยหัวใจ, สำหรับ การศึกษา - ปฏิบัติ - เสวยผลของ การปฏิบัติ อย่างพุทธบริษัทแท้ แต่คงจะเป็นการยาก ที่ใครจะเห็นด้วย.
มรดกที่ ๘๐. อย่าเข้าไปเฝ้า พระพุทธองค์ ในลักษณะ ที่ท่าน ทรงทนนั่ง ต้อนรับไม่ไหว เพราะ เต็มไปด้วย สัญญลักษณ์ แห่งไสยศาสตร์ และ ความมี ตัวกู - ของกู ถึงขนาด ยกหู ชูหาง มีท่าทาง แห่งการยกตน ข่มผู้อื่น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น